<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-1549811561593114074</id><updated>2011-04-21T21:00:53.746-07:00</updated><title type='text'>NeaYsoD's</title><subtitle type='html'></subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://suddok.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1549811561593114074/posts/default?max-results=100'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://suddok.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><author><name>NeaYsoD's</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10828536895048546561</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/_kyLc1hubJpo/SYAJV6uQzCI/AAAAAAAAABY/0yKBANBx7Qk/S220/NeaYsoD%27s+(11).jpg'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>6</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>100</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1549811561593114074.post-8769428331133243517</id><published>2009-01-28T01:41:00.000-08:00</published><updated>2009-01-28T01:43:33.293-08:00</updated><title type='text'>นิเทศศาสตร์ ( วิธีการดูแลรักษากล้อง )</title><content type='html'>&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_kyLc1hubJpo/SYAowL8hxNI/AAAAAAAAACQ/pT9dETEAAqk/s1600-h/113.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 320px; height: 219px;" src="http://4.bp.blogspot.com/_kyLc1hubJpo/SYAowL8hxNI/AAAAAAAAACQ/pT9dETEAAqk/s320/113.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5296277970093196498" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;วิธีการดูแลรักษากล้องที่ดีที่สุด ก็คือ ........ การนำกล้องมาใช้ แม้แต่กล้องที่เป็นกล้องสะสมหรือของหายาก การจะดูแลให้อยู่ได้นาน ๆ ก็ต้องมีการนำกล้องออกมาบริหาร นำมาใช้งาน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทีนี้เรื่องของการรักษากล้อง แต่ละคนก็มีความหมายไม่เหมือนกัน บางคนบอกว่าการรักษากล้องก็คือการทำให้กล้องดูดีเหมือนใหม่เสมอ ในกรณีนี้ก็จะมีการใช้งานที่ค่อนข้างระมัดระวังตัว ปกป้องกล้องหรืออุปกรณ์เกือบจะทุกจุดที่ทำได้ วิธีทั่ว ๆ ไป ที่เคยเห็นก็คือการหาสติกเกอร์มาปิดหุ้มส่วนต่าง ๆ ที่มีโอกาสโดนกระแทกได้ง่าย เพื่อไม่ให้สีหลุดลอกหรือถลอก ซึ่งวิธีการนี้ ก็คือการรักษากล้องแบบหนึ่ง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การรักษากล้องอีกแบบ ก็คือ การรักษาสภาพการใช้งานให้ทำงานได้ ก็มีหลายคนที่ไม่เน้นการรักษาสภาพหรือริ้วรอยภายนอกของกล้องและอุปกรณ์ กลุ่มนี้ก็จะเน้นการนำกล้องมาใช้งานตามสภาพการทำงาน แต่รักษากล้องด้วยการคอยตรวจสอบดูแลฟังก์ชันต่าง ๆ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทั้งสองกลุ่มเหมือนกันตรงที่ "รักษาสภาพการใช้งานของกล้อง" กล้องหรืออุปกรณ์ต่าง ๆ ก็ไม่ต่างจากเครื่องใช้ไฟฟ้า รถยนต์ หรือรีโมทคอนโทรล (เกี่ยวตรงไหนหว่า ) การรักษาสภาพใช้งาน คือการนำออกมาใช้งาน และทำความสะอาดหลังการใช้งาน ..... การทำความสะอาดหลังการใช้งาน บางทีก็ไม่จำเป็นต้องทำทุกครั้ง หากนำกล้องไปถ่ายภาพนกบิน คนกินข้าว ถ่ายต้นมะพร้าว.... ก็อาจจะแค่เป่าฝุ่นเล็ก ๆ น้อยที่ติดมาบนกล้องหลังจากใช้งานสักสองสามครั้ง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ถ้าไปใช้ในสถานที่ที่มีปัจจัยทำร้ายวัสดุต่าง ๆ ของกล้อง เช่นที่ฝุ่นเยอะ ๆ ริมทะเล ที่ที่มีไอเสีย ควันหรือหมอกเยอะ ๆ กรณีนี้ก็ควรทำความสะอาดทันทีที่เลิกใช้งาน (ทำความสะอาดในสถานที่ที่เหมาะสมนะ ม่ายช่ายนั่งถ่ายรูปริมทะเล แล้วก็ถอดเลนส์ เปิดกระจก เป่าฝุ่นบนซีซีดีริมทะเลนั่นเลย ) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วิธีรักษาสภาพภายนอกทั่ว ๆ ไปก็คือ เป่าฝุ่น เช็ดด้วยผ้า....ไมโครไฟเบอร์ หรือชามัวร์ (แท้) &lt;br /&gt;วิธีรักษาสภาพใช้งาน ก็คือ การนำกล้องมาใช้ตามสมควร ไม่พยายามงัดแงะ หรือถอดเล่นเอง แต่หากไม่มีโอกาสได้ใช้นาน ๆ ควรนำแบตเตอรี่ออกจากกล้องและอุปกรณ์ แล้วก็เก็บกล้องและอุปกรณ์ในที่ที่เหมาะสม &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1. จับกล้องถ่ายภาพด้วยมือที่สะอาดอยู่เสมอ มีอยู่ครั้งหนึ่งผมเคยจับแหนมสดก่อน แล้วไปจับกล้อง ทำให้ตัวเองหน้ามืดทุกทีที่ยกกล้องขึ้นมาถ่าย เนื่องจากกลิ่นแหนมสดนั้นไปติดอยู่ที่ปุ่มบริเวณหลังกล้องพอดี เล่นเอาแทบแย่ &lt;br /&gt;2. ไม่ควรให้กล้อง เปียก หรือว่าชื้นโดยไม่จำเป็น หากอยู่ในกรณีฉุกเฉินแนะนำให้ใช้ถุงพลาสติกห่อตัวกล้องและอุปกรณ์อื่นๆ ไว้ &lt;br /&gt;3. ควรมีกระเป๋ากล้อง โดยขนาดกระเป๋าไม่ควรใหญ่หรือเล็กจนเกินไป &lt;br /&gt;4. วิธีทำความสะอาดภายนอกกล้องที่ดีที่สุดคือ ใช้ผ้าขนหนูนิ่มๆ + น้ำสบู่อ่อนบิดหมาดโคตร เช็ดรอบตัวกล้อง และเช็ดน้ำสบู่ออกด้วยน้ำอุ่นๆ สองสามที แล้วปิดท้ายด้วยการเช็ดด้วยผ้าแห้ง ระวังอย่าให้น้ำซึมเข้าไปในกล้อง แม้แต่เพียงเล็กน้อย การทำความสะอาดแบบนี้ควรทำเมื่อกล้องสกปรกจากคราบต่างๆ รวมทั้งหลังจากกลับจากเที่ยวทะเล (เพื่อกำจัดไอเค็มออกจากกล้องและอุปกรณ์) &lt;br /&gt;5. ไม่ควรให้ฝุ่นจับกล้อง ควรปัด เป่าฝุ่นออกจากทุกชิ้นส่วนของกล้องและอุปกรณ์อย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งกระเป๋ากล้องด้วย ควรจะทำให้มันปราศจากฝุ่น (หรือมีน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้) แต่การเช็ดถูที่มากจนเกินไปก็จะทำให้กล้องเป็นรอยด้วย &lt;br /&gt;6. ไม่ควรเก็บเสื้อผ้า หรือสิ่งที่สามารถเก็บสะสมความชื้นได้ไว้ในกระเป๋ากล้อง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อุปกรณ์สำหรับดูแลรักษากล้อง &lt;br /&gt;1. ผ้าสำหรับเช็ด แนะนำให้ใช้ผ้าสำหรับเช็ดแว่นตา &lt;br /&gt;2. ลูกยางเป่าลม &lt;br /&gt;3. แปรง สำหรับปัดฝุ่น &lt;br /&gt;4. กระดาษเช็ดเลนส์และน้ำยา &lt;br /&gt;5. คัตต้อนบัด (Cotton bud) &lt;br /&gt;6. อุปกรณ์ทำความสะอาด CCD แต่จริงๆ แล้วแนะนำให้ศูนย์บริการ หรือว่าร้านทำความสะอาดให้จะดีกว่า แต่ถ้าอยากทำเอง แนะนำ Dust Aid แต่ถ้ามันแพงเกินไปก็ลองศึกษาวิธีที่เสี่ยงกว่าแต่ประหยัดกว่ามาก&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1549811561593114074-8769428331133243517?l=suddok.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://suddok.blogspot.com/feeds/8769428331133243517/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://suddok.blogspot.com/2009/01/blog-post_3860.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1549811561593114074/posts/default/8769428331133243517'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1549811561593114074/posts/default/8769428331133243517'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://suddok.blogspot.com/2009/01/blog-post_3860.html' title='นิเทศศาสตร์ ( วิธีการดูแลรักษากล้อง )'/><author><name>NeaYsoD's</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10828536895048546561</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/_kyLc1hubJpo/SYAJV6uQzCI/AAAAAAAAABY/0yKBANBx7Qk/S220/NeaYsoD%27s+(11).jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_kyLc1hubJpo/SYAowL8hxNI/AAAAAAAAACQ/pT9dETEAAqk/s72-c/113.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1549811561593114074.post-6271000404158081191</id><published>2009-01-28T01:38:00.001-08:00</published><updated>2009-01-28T01:41:08.716-08:00</updated><title type='text'>นิเทศศาสตร์ ( ประวัติของกล้อง )</title><content type='html'>&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_kyLc1hubJpo/SYAoLMJXCDI/AAAAAAAAACI/9Zi5ANyi0WU/s1600-h/112.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 320px; height: 296px;" src="http://2.bp.blogspot.com/_kyLc1hubJpo/SYAoLMJXCDI/AAAAAAAAACI/9Zi5ANyi0WU/s320/112.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5296277334491858994" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;มนุษย์ในสมัยที่ยังไม่มีการประดิษฐ์คิดค้นกล้องถ่ายภาพขึ้นมานั้น  ใช้การวาดภาพในการบันทึกความทรงจำและสื่อความหมายต่างๆ  แต่ต่อมาในศตวรรษที่ 19 นั้น  มนุษย์ได้คิดค้นกระบวนการถ่ายภาพขึ้นจากพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ 2 สาขา  คือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1.) ฟิสิกส์  ได้แก่เรื่องของแสงและกล้องถ่ายภาพ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2.) เคมี  ได้แก่เรื่องเกี่ยวกับสารไวแสงและน้ำยาสร้างภาพ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การถ่ายภาพเป็นการรวม 2 หลักการที่สำคัญเข้าด้วยกัน  คือ  การทำให้เกิดภาพจำลองของวัตถุ  ไปปรากฏบนฉากรองรับ  และการใช้สื่อกลางในการบันทึกภาพจำลองให้ปรากฏอยู่ได้อย่างคงทนถาวร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อริสโตเติล  นักวิทยาศาสตร์ชาวกรีกเป็นผู้บันทึกหลักการแรกไว้เมื่อ 400 ปีก่อนคริสต์ศักราช  ซึ่งมีใจความว่า..  "ถ้าเราปล่อยให้ลำแสงผ่านเข้าไปทางรูเล็กๆ ในห้องมืด  ถือกระดาษขาวให้ห่างจากรูรับแสงประมาณ 15 ซม. จะปรากฏภาพหัวกลับที่ไม่ค่อยชัดเจนนักบนกระดาษ"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต่อมาจึงได้ใช้หลักการนี้ในการประดิษฐ์ "กล้องออบคิวรา" ซึ่งเป็นภาษาละติน  หมายถึง  "ห้องมืด"  หรือที่ชาวไทยเรียกกันว่า "กล้องรูเข็ม" นั่นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วิชาถ่ายภาพตรงกับภาษาอังกฤษว่า "Photography" มาจากคำศัพท์ในภาษากรีก  โดย "Phos = แสงสว่าง" และ "Graphein = เขียน"  เมื่อนำมารวมกันจึงหมายถึง "เขียนด้วยแสงสว่าง  แต่ในปัจจุบันนี้  หมายถึง  วิชาที่ว่าด้วยการทำให้ภาพเกิดขึ้นโดยใช้แสงสว่างมากระทบกับวัสดุไวแสง  และครอบคลุมไปถึงการถ่ายรูป  การล้างฟิล์ม  การอัดขยายภาพ  และกระบวนการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กล่าวโดยสรุป  วิชาการถ่ายรูปก็คือ  "ความรู้ที่ว่าด้วยกระบวนแห่งการสร้างรูปโดยอาศัยแสงสว่างเข้าช่วย"  นั่นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับการถ่ายภาพในประเทศไทยนั้น  ได้มีช่างถ่ายภาพคนแรกในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว คือ ท่านสังฆราชฝรั่งเศส นามปาเลอปัว  ส่วนช่างถ่ายภาพชาวไทยคนแรก คือ พระยากระสาปน์กิจโกศล หรือ นายโหมด  ต้นตระกูลอมาตยกุล  ซึ่งมีชื่อเสียงในการถ่ายภาพเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป  และช่างถ่ายภาพที่มีผลงานเก็บรักษาในหอสมุดแห่งชาติจำนวนมากจนถึงปัจจุบันนี้ คือ หลวงอัคนีนฤมิตร หรือ นายจิตร เป็นช่างหลวงในสมัยรัชการที่ 4 และ 5 ซึ่งมีผลงานภาพถ่ายบุคคลทุกชนชั้น  และยังมีภาพถ่ายสถานที่  ตลอดจนภาพเหตุการณ์ต่างๆ อีกด้วย&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1549811561593114074-6271000404158081191?l=suddok.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://suddok.blogspot.com/feeds/6271000404158081191/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://suddok.blogspot.com/2009/01/blog-post_1040.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1549811561593114074/posts/default/6271000404158081191'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1549811561593114074/posts/default/6271000404158081191'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://suddok.blogspot.com/2009/01/blog-post_1040.html' title='นิเทศศาสตร์ ( ประวัติของกล้อง )'/><author><name>NeaYsoD's</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10828536895048546561</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/_kyLc1hubJpo/SYAJV6uQzCI/AAAAAAAAABY/0yKBANBx7Qk/S220/NeaYsoD%27s+(11).jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_kyLc1hubJpo/SYAoLMJXCDI/AAAAAAAAACI/9Zi5ANyi0WU/s72-c/112.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1549811561593114074.post-1209438542567694812</id><published>2009-01-28T01:32:00.000-08:00</published><updated>2009-01-28T01:37:36.509-08:00</updated><title type='text'>นิเทศศาสตร์ ( ส่วนประกอบของกล้อง )</title><content type='html'>&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_kyLc1hubJpo/SYAnVBS0DvI/AAAAAAAAACA/PT7nmADB8_Q/s1600-h/111.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 291px; height: 235px;" src="http://3.bp.blogspot.com/_kyLc1hubJpo/SYAnVBS0DvI/AAAAAAAAACA/PT7nmADB8_Q/s320/111.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5296276403865784050" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;1. ตัวกล้อง (Camera body)&lt;br /&gt;เป็นอุปกรณ์ที่จำเป็นในการถ่ายภาพ  ตัวกล้องจะมีลักษณะเป็นกล่องภายในสีดำปิดมิดชิดเพื่อป้องกันแสงกระทบกับฟิล์ม  ตัวกล้องอาจทำด้วยโลหะหรือพลาสติกแข็งซึ่งแต่ละบริษัทใช้ผลิตออกมาจำหน่าย  ภายในตัวกล้องจะมีกลไกต่างๆ หรืออุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์ที่ทำงานร่วมกันในการบันทึกภาพ  กล้องบางรุ่นอาจเป็นระบบกลไก  บางรุ่นอาจเป็นระบบกึ่งอัตโนมัติ  หรือบางรุ่นอาจเป็นระบบดิจิตอลเพื่ออำนวยความสะดวกในการถ่ายภาพ  ภายในตัวกล้องจะมีส่วนประกอบที่สำคัญ ดังนี้&lt;br /&gt;นับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันนี้  กล้องถ่ายภาพได้มีการพัฒนาอย่างไม่หยุดนิ่ง  ได้มีการนำเอาระบบดิจิตอล (Digital) ที่มีความสะดวกรวดเร็วและมีความแม่นยำในการถ่ายภาพ  ทำให้รูปแบบของกล้องถ่ายภาพได้เปลี่ยนไป  จากการบันทึกภาพด้วยฟิล์มมาเป็นการบันทึกภาพด้วยระบบหน่วยความจำ (Memory)และสามารถแสดงผลได้ทั้งทางจอภาพคอมพิวเตอร์ (Monitor) และแสดงผลหรือพิมพ์ภาพผ่านเครื่องพิมพ์ (Printer)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2. เลนส์ (Lens)&lt;br /&gt;เป็นอุปกรณ์ที่สำคัญในการถ่ายภาพ  ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางที่ถ่ายทอดแสงสะท้อนภาพให้ผ่านเข้าไปในกล้อง  รวมแสงให้เป็นภาพที่มีความคมชัด  บันทึกลงแผ่นฟิล์ม  เลนส์สำหรับกล้องถ่ายภาพ 35 มม.  สะท้อนเลนส์เดี่ยวนั้น จะทำจากแก้วเลนส์จำนวนหลายชิ้น  เลนส์แต่ละชิ้นเคลือบด้วยสารไวแสงเพื่อให้การรับภาพมีความคมชัด  และภายในกระบอกเลนส์จะมีแผ่นไดอะแฟรม (Diaphragm) สำหรับเพิ่มหรือลดขนาดรูรับแสง  เพื่อควบคุมปริมาณแสงเข้าไปในตัวกล้อง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2.1 ชนิดของเลนส์&lt;br /&gt;นักประดิษฐ์เลนส์ถ่ายภาพพยายามพัฒนา  และออกแบบเลนส์ให้เหมาะสมกับการใช้งานแต่ละประเภท  โดยจำแนกประเภทของเลนส์ตามความยาวโฟกัส (Focal length)  เลนส์ที่มีความยาวโฟกัสแตกต่างกันจะให้ผลในการถ่ายภาพแตกต่างกันออกไป  โดยมีเลนส์ขนาดหนึ่งใช้เป็นเลนส์ประจำกล้องเพื่อถ่ายภาพธรรมดาทั่วไป  ซึ่งมีองศาในการรับภาพใกล้เคียงกับสายตาของมนุษย์ในการมองทั่วไป  และมีเลนส์ขนาดอื่นแตกต่างกันออกไป  อีกทั้งชนิดที่มีองศารับภาพกว้างเหมาะสำหรับถ่ายภาพภูมิทัศน์ (Landscape)  และเลนส์ที่มีทางยาวโฟกัสแคบแต่สามารถถ่ายภาพในระยะไกลได้  นอกจากนี้ยังมีเลนส์ชนิดพิเศษ  สามารถอำนวยความสะดวกในการถ่ายภาพให้ได้ลักษณะตามต้องการ  โดยจำแนกชนิดของเลนส์  ดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2.1.1.เลนส์มาตรฐาน (Normal lens หรือ Standard lens)&lt;br /&gt;เป็นเลนส์ประจำกล้อง  ซึ่งเมื่อซื้อกล้องถ่ายภาพจะมีเลนส์ชนิดนี้ติดมาด้วย  เป็นเลนส์ที่ใช้ง่าย  มีความยาวโฟกัสระหว่าง 40-58 มม.  ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นขนาด 50 มม. (โดยวัดจากกึ่งกลางเลนส์ถึงฟิล์ม)  เหมาะสำหรับผู้ที่เริ่มเรียนรู้ในเรื่องการถ่ายภาพ  เป็นเลนส์ที่มีองศาในการรับภาพกว้างประมาณ 47 องศาซึ่งใกล้เคียงกับสายตาของมนุษย์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2.1.2.เลนส์มุมกว้าง (Wide-angle lens)&lt;br /&gt;เป็นเลนส์ที่มีความยาวโฟกัสสั้นกว่าเลนส์มาตรฐาน  และรับภาพได้มุมกว้างกว่า  เหมาะสำหรับถ่ายภาพในสถานที่แคบหรือระยะห่างระหว่างกล้องถ่ายภาพกับวัตถุที่จะถ่ายอยู่ใกล้กันแต่ต้องการเก็บภาพเป็นบริเวณกว้าง  ซึ่งเลนส์ชนิดอื่นเก็บภาพได้ไม่หมด  เหมาะสำหรับถ่ายภาพภูมิทัศน์ (Land scape) หรือภาพในลักษณะอื่นๆ  เลนส์ชนิดนี้มีความชัดลึกสูงมาก  คือแสดงให้เห็นระ-ยะชัดตั้งแต่ใกล้สุดถึงไกลสุดได้ดี  แต่ต้องระมัดระวังในเรื่องของสัดส่วนระยะ (Perspective) ต่างๆ  จะเกิดการผิดเพี้ยน (Distortion)  ถ้าความยาวโฟกัสยิ่งสั้นมากยิ่งผิดเพี้ยนมากขึ้น  คือ  ภาพจะมีความโค้งเป็นรัศมีวงกลมเลนส์มุมกว้าง  แบ่งออกเป็น 3 ชนิด คือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2.1.2.1 เลนส์มุมกว้างธรรมดา (Moderate Wide-angle lens) มีความยาวโฟกัสระหว่าง 28-35 มม.  มีมุมองศาในการรับภาพระหว่าง 74-62 องศา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2.1.2.2 เลนส์มุมกว้างมาก (Ultra Wide-angle lens)  มีความยาวโฟกัสอยู่ระหว่าง 13 -24 มม.  มีมุมองศาในการรับภาพ 118-84 องศา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2.1.2.3 เลนส์มุมกว้างพิเศษหรือเลนส์ตาปลา (Fisheye lens)  มีความยาวโฟกัสน้อยมาก  คืออยู่ระหว่าง 6 - 16 มม.  มีมุมองศาในการรับภาพ 180-360 องศา  ภาพที่ได้จะมีลักษณะโค้งกลม  นิยมใช้สำหรับการถ่ายภาพในลักษณะสร้างสรรค์ และแปลกตา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2.1.3. เลนส์ถ่ายภาพไกล (Telephoto lens)&lt;br /&gt;เลนส์ชนิดนี้มีคุณสมบัติตรงข้ามกับเลนส์มุมกว้าง  คือ  มีความยาวโฟกัสยาวกว่าเลนส์มาตรฐานและเลนส์มุมกว้าง  มีมุมรับภาพแคบเฉพาะส่วนหนึ่งเท่านั้น  เมื่อรับภาพในระยะและตำแหน่งเดียวกัน  จะทำให้ภาพที่บันทึกได้มีขนาดใหญ่กว่าการใช้เลนส์ธรรมดาและเลนส์มุมกว้าง&lt;br /&gt;เลนส์ถ่ายภาพไกลมีขนาดความยาวโฟกัสแตกต่างกันหลายขนาด  จาก 70 มม. ถึง 2,000 มม.  มีมุมองศาการรับภาพตั้งแต่ 34-3 องศา  เพื่อใช้ประโยชน์ต่างกัน  ซึ่งพอจะแบ่งออกเป็นประเภทต่างๆ ตามความยาวโฟกัสได้ดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2.1.3.1 เลนส์ถ่ายภาพไกลช่วงสั้น (Short Telephoto lens)  มีความยาวโฟกัสอยู่ระหว่าง 70-135 มม.  มีมุมองศาในการรับภาพกว้างประมาณ 34-18 องศา  เหมาะสำหรับการถ่ายภาพทั่วๆ ไป  เช่น  ภาพบุคคล  ภาพภูมิทัศน์  ภาพถ่ายระยะใกล้  เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2.1.3.2 เลนส์ถ่ายภาพไกลปานกลาง (Medium Telephoto lens)  มีขนาดความยาวโฟกัสอยู่ระหว่าง 150-300 มม.  มุมองศาในการรับภาพจะแคบลงอยู่ระหว่าง 18-8 องศา  เหมาะสำหรับการถ่ายภาพที่ไม่สามารถเข้าใกล้วัตถุที่จะถ่ายได้  เช่น  สัตว์ในกรง  วัตถุที่อยู่ที่สูงพอสมควร  เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2.1.3.3 เลนส์ถ่ายภาพช่วงไกล (Long Telephoto lens)  มีความยาวโฟกัสระหว่าง 400-600 มม.  มุมองศาในการรับภาพจะแคบลงอยู่ระหว่าง 6-4 องศา  เหมาะสำหรับการถ่ายภาพที่อยู่ไกล  เช่น  นกบนต้นไม้  การแข่งขันกีฬา  เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2.1.3.4 เลนส์ถ่ายภาพไกลช่วงพิเศษ (Super Long Telephoto lens)  มีความยาวโฟกัสระหว่าง 800-2,000 มม.  มุมองศาในการรับภาพจะแคบลงอยู่ระหว่าง 3-1 องศาเท่านั้น  สำหรับภาพที่ต้องการกำลังขยายมาก  เช่น  ภาพถ่ายทางดาราศาสตร์  ภาพถ่ายบนตึกสูง  เป็นต้น  เลนส์พวกนี้จะน้ำหนักมากเป็นพิเศษ  ควรใช้ขาตั้งกล้องช่วยในการถ่ายภาพ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2.1.4. เลนส์ถ่ายภาพต่างระยะ (Zoom lens)&lt;br /&gt;เลนส์ถ่ายภาพต่างระยะ (Zoom lens) หรือที่นิยมเรียกกันสั้นๆ ว่า  เลนส์ซูม  เลนส์ชนิดนี้เป็นที่นิยมอย่างมากเพราะใช้สะดวก  มีเลนส์รวมกันอยู่หลายชนิดในตัวเดียว  สามารถเปลี่ยนทางยาวโฟกัสได้ในตัวด้วยการเลื่อนกระ-บอกเลนส์ (สำหรับเลนส์แบบวงแหวนเดียว)  หรือการหมุนวงแหวนปรับระยะ  (สำหรับเลนส์แบบสองวงแหวน)  ไม่ต้องคอยเปลี่ยนเลนส์บ่อยๆ  เหมือนกับเลนส์ชนิดความยาวโฟกัสคงที่  แต่เนื่องจากเลนส์ชนิดนี้มีชิ้นเลนส์มาก  จึงทำให้ความคมชัดลดลงเล็กน้อย  จึงไม่เหมาะสำหรับภาพที่ต้องการขยายใหญ่มากๆ  แต่ก็เป็นเลนส์ที่มีผู้นิยมใช้กันมากตามเหตุผลที่ได้กล่าวมา  เลนส์ถ่ายภาพต่างระยะหรือเลนส์ซูมนี้มีหลายขนาดให้เลือกใช้  โดยแบ่งออกเป็นหลายประเภท  คือ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2.1.4.1 เลนส์ซูมช่วงมุมกว้าง (Wide angle Zoom)  มีช่วงขนาดความยาวโฟกัสสั้น  รับภาพได้มุมกว้าง  เช่นขนาด 20 -35 มม. 24-35 มม. 24-50 มม.  เหมาะสำหรับการใช้งานในการถ่ายภาพมุมกว้าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2.1.4.2 เลนส์ซูมช่วงสั้น (Short Zoom)  เป็นเลนส์ที่มีความยาวโฟกัสตั้งแต่ขนาดสั้นถึงปานกลาง  โดยจะมีเลนส์ขนาดมาตรฐานรวมอยู่ด้วย  เป็นเลนส์ซูมที่มีผู้นิยมใช้มากที่สุด  ราคาค่อนข้างถูกเมื่อเทียบกับเลนส์ซูมขนาดอื่นๆ กล้องถ่ายภาพของบางบริษัทจะใช้เลนส์ซูมประเภทนี้แทนเลนส์มาตรฐาน  มีช่วงความยาวโฟกัสที่นิยมใช้  คือ  ขนาด 35-70 มม.  35-105 มม.  35-135 มม.  เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2.1.4.3 เลนส์ซูมช่วงไกล (Telephoto Zoom)  เป็นเลนส์ซูมที่มีความยาวโฟกัสสูงกว่าเลนส์สองประเภทที่ได้กล่าวมา  โดยมีขนาดที่นิยมใช้  คือ  80-200 มม.  100-300 มม.  สำหรับใช้งานแทนเลนส์ถ่ายภาพระยะไกล  เลนส์ประเภทนี้จะมีน้ำหนักมาก  ผู้ใช้ต้องอาศัยทักษะและความชำนาญในการใช้ เพราะอาจทำให้กล้องสั่นไหวได้ง่าย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2.1.4.4 เลนส์ซูมช่วงไกลพิเศษ (Super Telephoto Zoom)  เป็นเลนส์ซูมที่มีช่วงความยาวโฟกัสสูงมาก  เหมาะสำหรับผู้ที่ถ่ายภาพเฉพาะด้าน  เช่น  ช่างภาพที่ถ่ายภาพกีฬาบางประเภท  นักถ่ายภาพสารคดี  หรือนักถ่ายภาพทางดาราศาสตร์ก็นิยมใช้เลนส์ประเภทนี้  เลนส์ซูมประเภทนี้มีขนาดช่วงความยาวโฟกัสที่นิยมใช้  คือ  80-400 มม. 400-800 มม. 360-1200 มม.  เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากเลนส์ซูมทั้ง 4 ประเภทที่ได้กล่าวมาแล้ว  บางบริษัทยังได้ผลิตเลนส์ซูมประเภทอื่นๆ อีก  เช่น  มาโครซูม (Macro Zoom) สำหรับถ่ายภาพระยะใกล้  หรือเลนส์ซูมที่เป็นเลนส์รวมตั้งแต่เลนส์มุมกว้างถึงเลนส์ถ่ยภาพระยะไกลปานกลาง  เช่น  ขนาดความยาวโฟกัส 28-20 มม. 35-200 มม.  ดังนั้น  การเลือกใช้เลนส์ชนิดนี้จึงควรคำนึงถึงความจำเป็นในการใช้งาน  และสะดวกเป็นสำคัญ  เพราะเลนส์ที่มีช่วงความยาวโฟกัสห่างกันมากเท่าใด  ก็จะมีน้ำหนักมากขึ้น  และราคาก็จะสูงขึ้นไปด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2.1.5 เลนส์ภาพถ่ายใกล้ (Macro lens) &lt;br /&gt;เลนส์ถ่ายภาพใกล้หรือที่เรียกว่ามาโครเลนส์  เป็นเลนส์ชนิดที่สามารถถ่ายภาพในระยะใกล้ๆ ได้มากเป็นพิเศษ  ให้อัตราขยายของภาพได้ดีกว่าเลนส์ชนิดอื่นๆ  เหมาะสำหรับถ่ายภาพวัตถุที่มีขนาดเล็ก  เช่น  แมลง  ดอกไม้  เครื่องประดับ  หรือวัตถุอื่นๆ ที่ต้องการความคมชัดและให้เห็นรายละเอียดมาก  ซึ่งเลนส์ชนิดอื่นทำไม่ได้  และยังสามารถใช้ถ่ายภาพทั่วๆ ไปได้เช่นเดียวกับเลนส์ชนิดอื่นๆ ที่มีขนาดความยาวโฟกัสเท่ากัน&lt;br /&gt;เลนส์มาโครมีขนาดความยาวโฟกัสหลายขนาด  ที่ใช้ทั่วไปมีตั้งแต่ 50 มม. 55 มม. 85 มม. 105 มม.  โดยมีอัตราขยายของภาพมีอัตราส่วน  คือ  1:2 (ขนาดภาพที่ปรากฏบนฟิล์มจะมีขนาดครึ่งเท่าของวัตถุ)  หรือ 1:1 (ขนาดภาพที่ปรากฏบนฟิล์มจะมีขนาดกันกับวัตถุ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากเลนส์ทั้ง 5 ชนิดที่ได้กล่าวมา  เป็นเลนส์ที่นิยมใช้กันทั่วไป  อีกทั้งยังได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตเลนส์ให้มีความทันสมัย  และมีความสะดวกขึ้น  เช่น  มีการปรับระยะชัดแบบอัตโนมัติ (Auto focus)  การปรับเพิ่ม-ลดรูรับแสงอัตโนมัติ  การนำเอาระบบสะท้อนด้วยกระจกมาใช้เพื่อลดความยาวของเลนส์ถ่ายภาพระยะไกลที่มีความยาวโฟกัสสูงๆ ให้มีขนาดสั้นลง  หรือเลนส์มุมกว้างที่มีการแก้ระนาบภาพเอียง&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1549811561593114074-1209438542567694812?l=suddok.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://suddok.blogspot.com/feeds/1209438542567694812/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://suddok.blogspot.com/2009/01/blog-post_28.html#comment-form' title='1 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1549811561593114074/posts/default/1209438542567694812'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1549811561593114074/posts/default/1209438542567694812'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://suddok.blogspot.com/2009/01/blog-post_28.html' title='นิเทศศาสตร์ ( ส่วนประกอบของกล้อง )'/><author><name>NeaYsoD's</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10828536895048546561</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/_kyLc1hubJpo/SYAJV6uQzCI/AAAAAAAAABY/0yKBANBx7Qk/S220/NeaYsoD%27s+(11).jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_kyLc1hubJpo/SYAnVBS0DvI/AAAAAAAAACA/PT7nmADB8_Q/s72-c/111.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1549811561593114074.post-2479478026117784178</id><published>2009-01-27T23:55:00.000-08:00</published><updated>2009-01-28T00:07:23.507-08:00</updated><title type='text'>นิเทศศาสตร์ ( ความสำคัญของภาพถ่าย )</title><content type='html'>&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://4.bp.blogspot.com/_kyLc1hubJpo/SYASMG1RGJI/AAAAAAAAAB4/X6MJIER8eUE/s1600-h/%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%84%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%96%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2.jpeg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 200px; height: 150px;" src="http://4.bp.blogspot.com/_kyLc1hubJpo/SYASMG1RGJI/AAAAAAAAAB4/X6MJIER8eUE/s200/%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%84%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%96%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2.jpeg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5296253160989464722" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;    ความสำคัญของภาพถ่าย&lt;br /&gt;    เพราะภาพถ่ายเป็นภาษาสากลประกอบกับปัจจุบันเทคโนโลยีด้านการถ่ายภาพได้&lt;br /&gt;    พัฒนาก้าวไกลไปมาก การถ่ายภาพจึงไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป ภาพถ่ายจึงเข้ามามีบทบาทอย่าง&lt;br /&gt;    สำคัญในชีวิตประจำวันของมนุษย์ นับแต่ตื่นนอนจนเข้านอนอีกครั้ง ทั้งยังมีอิทธิพลต่อการดำรง&lt;br /&gt;    ชีวิต ต่อแนวคิด สร้างประชามติให้เกิดขึ้นในสังคม เฉพาะอย่างยิ่งการเป็นตัวชี้นำให้คนมีความเห็น&lt;br /&gt;    ไปในทิศทางเดียวกันกับเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้น ซึ่งเมื่อผู้พบเห็นแล้ว เกิดความรู้สึกหรือ&lt;br /&gt;    อารมณ์ร่วมได้ การถ่ายภาพจึงมีประโยชน์อย่างมหาศาลกับสังคมโลกปัจจุบัน ซึ่งอาจจะสรุปอย่าง&lt;br /&gt;    กว้าง ๆ ได้ดังนี้&lt;br /&gt;    1. เป็นสื่อในการให้ข้อมูลตามความเป็นจริง ตามความหมายนี้หมายถึงเฉพาะการ&lt;br /&gt;    ใช้ภาพถ่ายในการสื่อความหมายเพื่อบอกหรืออธิบายเรื่องราวหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยเป็นไป ตาม&lt;br /&gt;    ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ณ ขณะนั้น อาจเป็นภาพในหน้าหนังสือพิมพ์ วารสาร ที่เสนอข่าว หรือเหตุการณ์&lt;br /&gt;    เพื่อให้ผู้ดูได้เข้าใจ รวมไปถึงภาพในการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ ภาพวัสดุอุปกรณ์ กลไกต่าง ๆ ที่&lt;br /&gt;    ต้องการสื่อให้เห็นรูปร่าง ลักษณะที่ถูกต้อง หรือแม้แต่ภาพที่ใช้ในวงการศึกษา ที่มีจุดมุ่งหมายใหญ่เพื่อ&lt;br /&gt;    ให้ผู้ดูรู้และเข้าใจเพิ่มมากขึ้นกว่าการอ่าน เช่น ภาพขั้นตอนการทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งที่สลับซับซ้อน&lt;br /&gt;    ภาพถ่าย X-ray ที่ใช้ในวงการแพทย์ หรือภาพถ่ายที่ใช้การตัดสินเกมกีฬาที่ไม่สามารถตัดสินผลได้ด้วย&lt;br /&gt;    ตาเปล่า อาจเนื่องจากเข้าเส้นชัยพร้อมกันหรือสูสีกันมาก&lt;br /&gt;    2. เป็นการบันทึกข้อมูลเรื่องราว เพื่อเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์เป็นการถ่ายทอด&lt;br /&gt;    ข้อมูล ซึ่งบางครั้งอาจจัดเก็บในลักษณะของไมโครฟิล์ม ภาพถ่ายในลักษณะนี้มีความสำคัญต่อการ&lt;br /&gt;    สืบทอดประเพณีและวัฒนธรรม และการดำรงชีวิตของคนในสังคมและเป็นประโยชน์ต่อการสืบค้นเรื่องราว&lt;br /&gt;    ต่างๆ ในวงการศึกษา เช่นภาพวัด ปราสาท ราชวัง สถานที่ บุคคลสำคัญ เหตุการณ์สำคัญ หนังสือต่างๆ&lt;br /&gt;    เรามักพบเห็นภาพถ่ายในลักษณะนี้จากนิทรรศการภาพถ่ายทางประวัติศาสตร์&lt;br /&gt;    3. เป็นการสื่อความหมายในแง่ของความบันเทิง ภาพถ่ายประเภทนี้เป็นภาพที่แสดง&lt;br /&gt;    ความสวยงาม เช่นภาพดอกไม้ วิวทิวทัศน์ สถานที่ ภาพบันทึกการท่องเที่ยว ภาพถ่ายครอบครัว เรื่องราว&lt;br /&gt;    ที่สนุกสนานพึงพอใจ ปัจจุบันมีการใช้ภาพเป็นสื่อเพื่อความบันเทิงหลากหลายรูปแบบ ทั้งวารสาร นิตยสาร&lt;br /&gt;    หนังสือพิมพ์ โปสเตอร์เชิญชวน สื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ แม้กระทั่งการพิมพ์ภาพถ่ายลงในบรรจุภัณฑ์&lt;br /&gt;    ต่าง ๆ รวมไปถึง วิดิโอ ที่ดูจากโทรทัศน์เป็นประจำและภาพยนต์ทั่วไปล้วนแต่เป็นรูปแบบของการใช้ภาพ&lt;br /&gt;    ในการสื่อความหมายโดยเฉพาะในแง่ของความบันเทิง&lt;br /&gt;    4. เป็นการสื่อให้เห็นถึงความรู้สึกนึกคิดของบุคคล ภาพถ่ายในลักษณะนี้เป็นภาพศิลป์&lt;br /&gt;    ที่มีคุณค่า ซึ่งช่างภาพผู้ถ่ายพยายามที่จะถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดของตนเองให้ผู้ดูภาพเกิดอารมณ์และ&lt;br /&gt;    ความรู้สึกคล้อยตามที่ช่างภาพต้องการ ผู้ถ่ายภาพจะพยายามหลีกเลี่ยงการถ่ายภาพในลักษณะการให้&lt;br /&gt;    ข้อมูลจริง หากมุมมองภาพที่เป็นจริงดูไม่สวยงามไม่สื่อความรู้สึกทางอารมณ์ที่ต้องการ ช่างภาพจะ&lt;br /&gt;    พยายามเลือกมุมอื่น หรือรอจังหวะเวลาให้ได้ภาพที่ต้องการ การถ่ายภาพประเภทนี้ ผู้ถ่ายจะต้องเป็น&lt;br /&gt;    ผู้ที่มีความสามารถ มีประสบการณ์ และมีความพยายามอย่างมาก&lt;br /&gt;    5. เป็นการสื่อแห่งการค้นคว้าวิจัย เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของมนุษย์ จากเทคโนโลยี&lt;br /&gt;    ด้านการถ่ายภาพที่พัฒนาขึ้นมาก ทำให้ภาพถ่ายได้เข้ามามีบทบาทอย่างสำคัญในการค้นคว้าวิจัยในทาง&lt;br /&gt;    วิทยาศาสตร์ ภาพพืชและสัตว์เล็ก ๆ ที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น ภาพชิ้นส่วนในเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีขนาด&lt;br /&gt;    เล็กมากๆ ปัจจุบันสามารถขยายให้ใหญ่ขึ้นได้หลายพันเท่าเพื่อให้มนุษย์ได้ศึกษาค้นคว้าหาต้นเหตุ ความ&lt;br /&gt;    เป็นมาของการเกิดโรคต่างๆ การบำบัดรักษา ช่วยให้มนุษย์มีอายุยืนยาวขึ้น รวมไปถึงเทคโนโลยีกลไก&lt;br /&gt;    คอมพิวเตอร์ต่าง ๆ มีความสะดวกต่อการนำไปใช้มากขึ้น&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1549811561593114074-2479478026117784178?l=suddok.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://suddok.blogspot.com/feeds/2479478026117784178/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://suddok.blogspot.com/2009/01/blog-post_27.html#comment-form' title='1 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1549811561593114074/posts/default/2479478026117784178'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1549811561593114074/posts/default/2479478026117784178'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://suddok.blogspot.com/2009/01/blog-post_27.html' title='นิเทศศาสตร์ ( ความสำคัญของภาพถ่าย )'/><author><name>NeaYsoD's</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10828536895048546561</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/_kyLc1hubJpo/SYAJV6uQzCI/AAAAAAAAABY/0yKBANBx7Qk/S220/NeaYsoD%27s+(11).jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_kyLc1hubJpo/SYASMG1RGJI/AAAAAAAAAB4/X6MJIER8eUE/s72-c/%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%84%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%96%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2.jpeg' height='72' width='72'/><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1549811561593114074.post-5455561327125858967</id><published>2009-01-27T23:39:00.000-08:00</published><updated>2009-01-27T23:44:13.709-08:00</updated><title type='text'>นิเทศศาสตร์ ( กล้อง )</title><content type='html'>&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://3.bp.blogspot.com/_kyLc1hubJpo/SYAL4T4nfcI/AAAAAAAAABw/3uw039l_hLY/s1600-h/%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 200px; height: 190px;" src="http://3.bp.blogspot.com/_kyLc1hubJpo/SYAL4T4nfcI/AAAAAAAAABw/3uw039l_hLY/s200/%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5296246223826025922" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;นิคอนรุกตลาด กล้อง DSLR อีกครัง ด้วยการเปิดตัวกล้องรุ่น D80 ที่พัฒนาต่อเนื่องมาจากรุ่น D70s ออกแบบสำหรับผู้ใช้ทั่วไป ตั้งแต่นักถ่ายภาพสมัครเล่นที่จริงจังไปจนถึงระดับกึ่งมืออาชีพ โดยเพิ่มขีดความสามารถให้สูงมากยิ่งขึ้นหลายอย่าง มีจุดเด่นสำคัญอยู่ที่ เซ็นเซอร์ CCD ใหม่ ความละเอียด 10.2 ล้านพิกเซล ตัวเดียวกับที่ใช้ใน D200 และโซนี่ Alpha 100 และยังคงผลิตที่โรงงานนิคอนในจังหวัดอยุธยาเหมือนเดิม ก่อนที่จะส่งไปจำหน่ายทั่วโลก โดยมีตัวอักษรกำกับว่า Made in Thailand ชัดเจน และต่อไปนี้คือคุณสมบัติเด่นที่น่าสนใจของ D80 ครับ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;          1. เซ็นเซอร์ภาพใหม่แบบ CCD ความละเอียด 10.2 ล้านพิกเซลในฟอร์แมต DX ขนาด APS-C เลนส์ที่นำมาใช้จึงต้องคูณความยาวโฟกัสเพิ่ม 1.5 เท่า ขนาดไฟล์บันทึกได้ใหญ่สุดคือ 3872x2592 พิกเซล และยังปรับเลือกขนาดภาพที่ต้องการได้อีกหลายระดับ แสดงสีได้ 12 บิต/สี ให้ภาพที่คมชัด สีสันสวยงาม และเก็บรายละเอียดภาพได้ครบถ้วนสมจริง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;          2. หน่วยประมวลผลใหม่ความเร็วสูง ทำให้การบันทึกภาพ และระบบการทำงานเป็นไปอย่างรวดเร็ว ไม่แพ้กล้องรุ่นโปร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;          3. ถ่ายภาพต่อเนื่องได้เร็ว 3 เฟรม/วินาที ต่อเนื่องสูงสุด 100 ภาพที่ไฟล์ JPEG Fine M หรือเล็กกว่า หากเลือกเป็นไฟล์ RAW จะถ่ายภาพต่อเนื่องได้ 6 ภาพ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการถ่ายภาพสิ่งเครื่องไหวต่างๆ ที่มีความเร็วชัตเตอร์ 1/4000-30 วินาที  เพียงพอกับการใช้งานทุกรูปแบบ หรือจะใช้ชัตเตอร์ B และระบบถ่ายภาพซ้อนก็ได้ เมื่อใช้แฟลชจะสัมพันธ์กับแฟลชที่ความเร็วชัตเตอร์สูงสุด 1/200 วินาที&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;          4. ระบบวัดแสงเป็นแบบ 3D Color Matrix Metering II ลิขสิทธ์เฉพาะนิคอน วัดแสงได้เที่ยงตรงในทุกสภาพแสง มีระบบวัดแสง สัมพันธ์กับจุดโฟกัสทั้ง 11 จุดเช่นเดียวกับ D2Xs และ D200 ด้วยเซ็นเซอร์แบบกรอบกว้าง 420 พิกเซล กล้องจะวัดแสงแล้ววิเคราะห์เปรียบเทียบกับตัวอย่างในฐานข้อมูลมากกว่า 30,000 ตัวอย่าง ทั้งนี้จะประมวลผลจากค่าความสว่าง สี คอนทราสต์ จุดที่เลือกโฟกัส และระยะห่างระหว่างกล้องกับวัถุ และยังใช้ระบบวัดแสงแบบเฉลี่ยหนักกลางหรือแบบเฉพาะจุด สำหรับผู้ที่มีประสบการณ์มาบ้างแล้ว พร้อมด้วยระบบถ่ายภาพคร่อมอัตโนมัติ และปรับชดเชยแสงได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;          5. ระบบออโต้โฟกัสใหม่แบบ 11 จุด กระจายตำแหน่งทั่วทั้งภาพ ด้วยเซ็นเซอร์ MULTI-CAM 1000 แบบเดียวกับที่ใช้ในรุ่น D200 โฟกัสได้รวดเร็ว และติดตามการเคลื่อนที่ของวัตถุได้อย่างแม่นยำ เลือกเฉพาะจุดโฟกัสที่ต้องการหรือจะเลือกโฟกัสแบบกลุ่ม สำหรับการถ่ายภาพสิ่งเคลื่อนไหวก็ได้  มีระบบโฟกัสแบบทีละภาพ ต่อเนื่อง และออโต้เลือกระบบโฟกัสเอง รวมทั้งระบบแมนนวลโฟกัส พร้อมโหมด Auto-area AF ปรับเลือกพื้นที่โฟกัสแบบแนวกว้างได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;          6. ความไวแสงปรับได้จาก ISO 100-1600 แบ่งละเอียดขั้นละ 1/3 EV หรือบูสท์ให้สูงขึ้นไปอีกเลือกได้ 3 ระดับ คือ Hi-0.3, Hi-0.7 และ Hi-1.0 หรือจะให้กล้องเลือกความไวแสงให้โดยอัตโนมัติก็ได้ เพื่อความสะดวกคล่องตัวในการใช้งานทุกสภาพแสง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;          7. ปรับเลือกไวท์บาลานซ์ได้หลายรูปแบบ ตั้งแต่การใช้งานแบบง่ายๆ ออโต้ไวท์บาลานซ์-AWB  ให้สีที่ถูกต้องตามธรรมชาติ หรือเลือกปรับตั้งเองให้เหมาะสมกับสภาพแสงได้ 6 แบบคือ แสงไฟทังสเตน, ฟลูออเรสเซนท์, แสงอาทิตย์, แฟลช, มีเมฆ, และในที่ร่ม พร้อมระบบถ่ายทอดคร่อมไวท์บาลานซ์อัตโนมัติสำหรับโหมดสี..มีให้เลือกใช้งาน ได้สามแบบตามความเหมาะสม คือ Mode la ให้สีแบบ sRGB ถ่ายทอดสีผิวได้ถูกต้องสมจริง, Mode II สีแบบ Adobe RGB ให้เฉดสีที่กว้างกว่า เหมาะสำหรับการใช้งานกับคอมพิวเตอร์หรืองานตกแต่งภาพ สุดท้ายคือ Mode IIIa สีแบบ sRGB ให้สีทิวทัศน์ที่สดใสกว่าปกติ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;          8. ระบบบันทึกภาพ P A S M พร้อมโปรแกรมสำเร็จรูปเลือกได้ 7 แบบ (Auto, Portrait, Landscape, Close up, Sports, Nighandscape และ Night Protrait ) กล้องทำการปรับไวท์บาลานซ์ โทนภาพ ความคมชัด สี และค่าความอิ่มตัวของสีที่เหมาะสมให้อัตโนมัติ ตามรูปแบบของแต่ละโปรแกรม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;          9. ตอบสนองการทำงานอย่างรวดเร็ว พร้อมใช้งานแทบจะทันทีหลังเปิดสวิทช์ ด้วยเวลาเพียง 0.18 วินาที และช่วงเวลา Time Lag สั้นเพียง 80 มิลลิวินาที&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;          10. จอ LCD ใหม่มีขนาดใหญ่ขึ้นเป็น 2.5 นิ้ว เช่นเดียวกับกล้อง DSLR รุ่นใหม่ทั้งหลายในปัจจุบัน โดยมีมุมมองที่กว้างเป็น 170 องศา มองเห็นภาพชัดเจนจากทางด้านข้างทั้งสี่ด้าน ซูมขยายภาพในโหมด Playblack ได้สูงสุด 25 เท่า (ภาพขนาด L) พร้อมแสดงกราฟฮิสโตแกรมแบบ RGB รวม หรือจะแยกดูแต่ละสีก็ได้เพื่อตรวจสอบโทนภาพที่ได้ การออกแบบเมนูมีการปรับปรุงใหม่เช่นกัน ใช้ตัวอักษรและไอคอนที่มีขนาดใหญ่ และมองเห็นได้ชัดเจนมากขึ้น พร้อมฟังก์ชั่น My Menu ที่ผู้ใช้เลือกแสดงเฉพาะหัวข้อเมนูที่ต้องการได้ไม่จำเป็นต้องแสดงทั้งหมด ทำให้การค้นหาและเรียกใช้งานรวดเร็วมากขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;          11. ช่องมองภาพแบบเพนทาปริซึม มีความสว่างสูงอัตราขยาย 0.94 เท่า ซึ่งไม่มีในกล้อง DSLR ส่วนใหญ่ และปรับแก้สายตาได้ -2 ถึง +1         &lt;br /&gt;ไดออฟเตอร์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;          12. ระบบเฟลช i-TTL flash control รองรับระบบแฟลช Nikon Creative Lighting System เต็มรูปแบบ มีแฟลชป๊อปอัพในตัว สามารถใช้แฟลชไร้สายโดยทำงานร่วมกับแฟลชรุ่น SB-600, SB-800 และ SB-R200 (แฟลชสำหรับถ่ายภาพมาโครโดยเฉพาะ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;          13. มีระบบการทำงานครบครัน เช่นเดียวกับ DSLR รุ่นอื่นๆของนิคอน สามารถเลือกปรับแต่งภาพได้ตามใจชอบ ไม่ว่าจะเป็นการปรับความอิ่มตัวของสีคอนทราสต์ หรือจะเลือกถ่ายภาพแบบขาวดำก็ได้ มีฟิลเตอร์ขาวดำให้เลือกใช้เพื่อผลพิเศษ 4 แบบ รวมทั้งมีฟังก์ชั่นพิเศษสำหรับปรังแต่งแก้ใขรีทัชภาพ อาทิ D-Lighting ปรับบาลานซ์ส่วนมืดและส่วนสว่างในภาพได้จากที่ตัวกล้อง, Red-eye correction, Trim, Image, Overlay, Monochrome settings (Black-and-white, Sepia, Cyanotype) และ Filter Effects (Skylight, Warm filter, Color balance)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;          14. สามารถถ่ายภาพซ้อนได้ เพื่อสร้างสรรค์ภาพิเศษได้แบบเดียวกับที่ใช้ในกล้องฟีล์ม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;          15. รองรับการใช้งานกับซอฟท์แวร์ใหม่ Nikon Capture NX (ซื้อเพิ่มต่างหาก) สำหรับประมวลผลภาพและปรับแต่งภาพ รองรับไฟล์ NEF หรือไฟล์ RAW ของนิคอนเต็มรูปแบบ ปรับแต่งภาพได้หลากหลายตามที่ต้องการ และด้วยเทคโนโลยีใหม่ U Point ช่วยให้ปรับแต่งภาพได้อย่างง่ายดาย เพียงเลือกจุดที่ต้องการในภาพ แล้วเลือกผลพิเศษที่ต้องการ เช่น ปรับแต่งความสว่าง คอนทราสต์ และความอิ่มตัวของสี โดยมีผลเฉพาะบริเวณที่เลือกเอาไว้เท่านี้น ทั้งนี้รอบรับการทำงานจากไฟล์ NEF, JPEG, TIFF หรือไฟล์จากกล้องดิจิตอลอื่นๆ และยังมีซอฟต์แวร์ Carmera Control Pro (ซื้อเพิ่ม) สำหรับควบคุมการถ่ายภาพจากจอคอมพิวเตอร์ โดยส่งภาพไปยังคอมพิวเตอร์โดยตรงในระหว่างบันทึกภาพ สำหรับซอฟท์แวร์ที่ให้มาพร้อมกล้องคือ  ure Project ช่วยให้การจัดการภาพเป็นเรื่องง่าย รวมไปถึงการตกแต่งภาพและแชร์ภาพก็ทำได้อย่างง่ายดาย รวมทั้งการส่งภาพทางอีเมล์ แสดงภาพแบบสไลด์โชว์ บันทึกลงแผ่น CD/DVD และฟังก์ชั่นที่น่าสนใจอีกมากมาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;          16. ใช้เลนส์เมาท์ Nikon AF รองรับเลนส์ AF Nikkor ทุกรุ่น รวมทั้งเลนส์ DX NIkkor ซึ่งออกแบบมาสำหรับกล้อง DSLR ฟอร์แมต DX โดยเฉพาะให้ภาพที่มีคุณภาพสูง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;          17. อินเตอร์เฟสความเร็วสูง USB 2.0 Hi Speed จัดเก็บภาพด้วยการ์ด SD การกินพลังงานต่ำ ใช้แบตเตอรี่ EN-EL3e เมื่อชาร์จไฟเต็ม สามารถถ่ายภาพได้มากถึง 2700 ภาพ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;          18. ตัวกล้องมีขนาดเล็กกะทัดรัดกว่าเมื่อเทียบกับ D200 โดยมีขนาด132x103x77 มม. และหนัก 585 กรัม หากต้องการเพิ่มประสิทธิภาพให้สูงขึ้น สามารถซื้อแบตเตอรี่แพ็ครุ่น MB-D80 ซึ่งไม่มีในรุ่น D70/D70s ทำให้ถ่ายภาพในแนวตั้งสะดวกมากยิ่งขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความคิดเห็น : แม้ ว่าจะเป็นกล้อง DSLR ระดับกลางสำหรับผู้ใช้ทั่วๆไป แต่สเปคใกล้เคียงกับรุ่น D200 มาก การออกแบบก็ทำได้สวยงามน่าใช้ ตัวกล้องเล็กกะทัดรัด น้ำหนักเบา สะดวกในการนำไปใช้งานตามที่ต่างๆ และเมื่อประกอบเข้ากับแบตเตอรี่แพ็ค MB-D80 เพิ่มความสวยงามดุดันเหมือนกล้องระดับมืออาชีพ เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับคนที่งบไม่พอสำหรับ D200 จุดเด่นอีกอย่างคือช่องมองภาพขนาดใหญ่ อัตราขยาย 0.94x ทำให้ช่องมองมีความสว่างสูง มองดูภาพได้สบายตา และที่เหนืออื่นใดคือการใช้เซ็นเซอร์แบบ CCD ความละเอียดสูง 10.2 ล้านพิกเซล เหมาะอย่างยิ่งกับงานขยายภาพขนาดใหญ่คุณภาพสูง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;          ความเร็วในการถ่ายภาพต่อเนื่อง 3 เฟรม/วินาที เป็นเรื่องปกติของกล้องราคาระดับนี้ แต่ที่น่าสนใจคือบัฟเฟอร์สำหรับการถ่ายภาพต่อเนื่องทำได้ถึง 100 ภาพ เมื่อเลือกไฟล์ JPEG ขนาด M ทำให้การถ่ายภาพสิ่งเคลื่อนไหว เช่น ภาพกีฬา ภาพข่าว หรือภาพ สัตว์ป่า มีโอกาสได้ภาพที่ดีมากยิ่งขึ้น ไม่พลาดเสี้ยววินาทีสำคัญ และระบบออโต้โฟกัสใหม่ที่ทำงานด้วยความเร็วสูง มีจุดโฟกัสถึง 11 จุดแบบเดียวกับ D200 ทำงานได้ดีในสภาพแสงน้อย ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของกล้องเกือบทุกรุ่นของนิคอน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;          แป้นหมุนเลือกโหมดและปุ่มปรับต่างๆ ยังออกแบบคล้ายกับกล้องรุ่นอื่นของนิคอน ปรับใช้งานสะดวกและรวดเร็ว หากเคยใช้กล้องนิคอนมาก่อนจะทำความเข้าใจได้ง่ายและใช้งานได้ทันที ไม่ต้องเสียเวลาศึกษาวิธีการใช้งานมากมาย สำหรับจอ LCD ใหม่ขนาด 2.5 นิ้ว ความละเอียด 230,000 พิกเซล ถือเป็นมารฐานของกล้อง DSLR รุ่นใหม่ทุกรุ่นในปัจจุบัน ข้อดีอีกอย่างคือแบตเตอรี่ใหม่ใช้งานได้ยาวนานกว่าเดิม คือถ่ายภาพได้มากกว่า 2,000 ภาพต่อการชาร์จแบตเตอรี่เต็มหนึ่งครั้ง หากใช้แบตเตอรี่แพ็ค MB-D80 แล้วใส่แบตเตอรี่ EN-EL3e สองก้อน จะถ่ายภาพได้มากกว่า 5,000 ภาพ หมดกังวลเรื่องแบตเตอรี่หมดแล้วหาที่ชาร์จไม่ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;          สุดท้ายคือเรื่องราคา สำหรับในอเมริการาคาเฉพาะบอดีไม่ถึงสี่หมื่นบาท ถือว่าเป็นราคาที่น่าใจมากเมื่อเทียบกับสเปคขนาดนี้ คาดว่าจะเป็นกล้องที่ได้รับความนิยมอย่างมากอีกรุ่นหนึ่งในช่วงปลายปีนี้ โดยที่มีคู่เปรียบเทียบก็คือ โซนี่ Alpha 100 และแคนนอน EOS 400D ที่มีราคาจำหน่ายใกล้เคียงกัน และยังมีความละเอียดระดับ 10 ล้านพิกเซลเหมือนกัน&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1549811561593114074-5455561327125858967?l=suddok.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://suddok.blogspot.com/feeds/5455561327125858967/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://suddok.blogspot.com/2009/01/blog-post.html#comment-form' title='1 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1549811561593114074/posts/default/5455561327125858967'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1549811561593114074/posts/default/5455561327125858967'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://suddok.blogspot.com/2009/01/blog-post.html' title='นิเทศศาสตร์ ( กล้อง )'/><author><name>NeaYsoD's</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10828536895048546561</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/_kyLc1hubJpo/SYAJV6uQzCI/AAAAAAAAABY/0yKBANBx7Qk/S220/NeaYsoD%27s+(11).jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_kyLc1hubJpo/SYAL4T4nfcI/AAAAAAAAABw/3uw039l_hLY/s72-c/%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1549811561593114074.post-3193796857102880522</id><published>2009-01-08T00:51:00.000-08:00</published><updated>2009-01-08T02:29:38.387-08:00</updated><title type='text'>Profile</title><content type='html'>&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_kyLc1hubJpo/SWXVBKVoQ0I/AAAAAAAAAA4/JnJ76NW6Kso/s1600-h/th_lesbianbanner.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 126px; height: 57px;" src="http://4.bp.blogspot.com/_kyLc1hubJpo/SWXVBKVoQ0I/AAAAAAAAAA4/JnJ76NW6Kso/s200/th_lesbianbanner.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5288867553348174658" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;Hi !!&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;I'm Warisarapa Pamonbuth . Nickname NeaY .&lt;br /&gt;&lt;br&gt;I'm 18 years old .&lt;br /&gt;&lt;br&gt;My birth day is Wednesday 18 July 1990 .&lt;br /&gt;&lt;br&gt;This is my Blog .&lt;br /&gt;&lt;br&gt;My daring name is NaMkunG's , I love she so much 55&lt;br /&gt;&lt;br&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1549811561593114074-3193796857102880522?l=suddok.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://suddok.blogspot.com/feeds/3193796857102880522/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://suddok.blogspot.com/2009/01/profile.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1549811561593114074/posts/default/3193796857102880522'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1549811561593114074/posts/default/3193796857102880522'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://suddok.blogspot.com/2009/01/profile.html' title='Profile'/><author><name>NeaYsoD's</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10828536895048546561</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/_kyLc1hubJpo/SYAJV6uQzCI/AAAAAAAAABY/0yKBANBx7Qk/S220/NeaYsoD%27s+(11).jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_kyLc1hubJpo/SWXVBKVoQ0I/AAAAAAAAAA4/JnJ76NW6Kso/s72-c/th_lesbianbanner.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry></feed>
