วันพุธที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2552

นิเทศศาสตร์ ( วิธีการดูแลรักษากล้อง )


วิธีการดูแลรักษากล้องที่ดีที่สุด ก็คือ ........ การนำกล้องมาใช้ แม้แต่กล้องที่เป็นกล้องสะสมหรือของหายาก การจะดูแลให้อยู่ได้นาน ๆ ก็ต้องมีการนำกล้องออกมาบริหาร นำมาใช้งาน

ทีนี้เรื่องของการรักษากล้อง แต่ละคนก็มีความหมายไม่เหมือนกัน บางคนบอกว่าการรักษากล้องก็คือการทำให้กล้องดูดีเหมือนใหม่เสมอ ในกรณีนี้ก็จะมีการใช้งานที่ค่อนข้างระมัดระวังตัว ปกป้องกล้องหรืออุปกรณ์เกือบจะทุกจุดที่ทำได้ วิธีทั่ว ๆ ไป ที่เคยเห็นก็คือการหาสติกเกอร์มาปิดหุ้มส่วนต่าง ๆ ที่มีโอกาสโดนกระแทกได้ง่าย เพื่อไม่ให้สีหลุดลอกหรือถลอก ซึ่งวิธีการนี้ ก็คือการรักษากล้องแบบหนึ่ง

การรักษากล้องอีกแบบ ก็คือ การรักษาสภาพการใช้งานให้ทำงานได้ ก็มีหลายคนที่ไม่เน้นการรักษาสภาพหรือริ้วรอยภายนอกของกล้องและอุปกรณ์ กลุ่มนี้ก็จะเน้นการนำกล้องมาใช้งานตามสภาพการทำงาน แต่รักษากล้องด้วยการคอยตรวจสอบดูแลฟังก์ชันต่าง ๆ

ทั้งสองกลุ่มเหมือนกันตรงที่ "รักษาสภาพการใช้งานของกล้อง" กล้องหรืออุปกรณ์ต่าง ๆ ก็ไม่ต่างจากเครื่องใช้ไฟฟ้า รถยนต์ หรือรีโมทคอนโทรล (เกี่ยวตรงไหนหว่า ) การรักษาสภาพใช้งาน คือการนำออกมาใช้งาน และทำความสะอาดหลังการใช้งาน ..... การทำความสะอาดหลังการใช้งาน บางทีก็ไม่จำเป็นต้องทำทุกครั้ง หากนำกล้องไปถ่ายภาพนกบิน คนกินข้าว ถ่ายต้นมะพร้าว.... ก็อาจจะแค่เป่าฝุ่นเล็ก ๆ น้อยที่ติดมาบนกล้องหลังจากใช้งานสักสองสามครั้ง

แต่ถ้าไปใช้ในสถานที่ที่มีปัจจัยทำร้ายวัสดุต่าง ๆ ของกล้อง เช่นที่ฝุ่นเยอะ ๆ ริมทะเล ที่ที่มีไอเสีย ควันหรือหมอกเยอะ ๆ กรณีนี้ก็ควรทำความสะอาดทันทีที่เลิกใช้งาน (ทำความสะอาดในสถานที่ที่เหมาะสมนะ ม่ายช่ายนั่งถ่ายรูปริมทะเล แล้วก็ถอดเลนส์ เปิดกระจก เป่าฝุ่นบนซีซีดีริมทะเลนั่นเลย )

วิธีรักษาสภาพภายนอกทั่ว ๆ ไปก็คือ เป่าฝุ่น เช็ดด้วยผ้า....ไมโครไฟเบอร์ หรือชามัวร์ (แท้)
วิธีรักษาสภาพใช้งาน ก็คือ การนำกล้องมาใช้ตามสมควร ไม่พยายามงัดแงะ หรือถอดเล่นเอง แต่หากไม่มีโอกาสได้ใช้นาน ๆ ควรนำแบตเตอรี่ออกจากกล้องและอุปกรณ์ แล้วก็เก็บกล้องและอุปกรณ์ในที่ที่เหมาะสม

1. จับกล้องถ่ายภาพด้วยมือที่สะอาดอยู่เสมอ มีอยู่ครั้งหนึ่งผมเคยจับแหนมสดก่อน แล้วไปจับกล้อง ทำให้ตัวเองหน้ามืดทุกทีที่ยกกล้องขึ้นมาถ่าย เนื่องจากกลิ่นแหนมสดนั้นไปติดอยู่ที่ปุ่มบริเวณหลังกล้องพอดี เล่นเอาแทบแย่
2. ไม่ควรให้กล้อง เปียก หรือว่าชื้นโดยไม่จำเป็น หากอยู่ในกรณีฉุกเฉินแนะนำให้ใช้ถุงพลาสติกห่อตัวกล้องและอุปกรณ์อื่นๆ ไว้
3. ควรมีกระเป๋ากล้อง โดยขนาดกระเป๋าไม่ควรใหญ่หรือเล็กจนเกินไป
4. วิธีทำความสะอาดภายนอกกล้องที่ดีที่สุดคือ ใช้ผ้าขนหนูนิ่มๆ + น้ำสบู่อ่อนบิดหมาดโคตร เช็ดรอบตัวกล้อง และเช็ดน้ำสบู่ออกด้วยน้ำอุ่นๆ สองสามที แล้วปิดท้ายด้วยการเช็ดด้วยผ้าแห้ง ระวังอย่าให้น้ำซึมเข้าไปในกล้อง แม้แต่เพียงเล็กน้อย การทำความสะอาดแบบนี้ควรทำเมื่อกล้องสกปรกจากคราบต่างๆ รวมทั้งหลังจากกลับจากเที่ยวทะเล (เพื่อกำจัดไอเค็มออกจากกล้องและอุปกรณ์)
5. ไม่ควรให้ฝุ่นจับกล้อง ควรปัด เป่าฝุ่นออกจากทุกชิ้นส่วนของกล้องและอุปกรณ์อย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งกระเป๋ากล้องด้วย ควรจะทำให้มันปราศจากฝุ่น (หรือมีน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้) แต่การเช็ดถูที่มากจนเกินไปก็จะทำให้กล้องเป็นรอยด้วย
6. ไม่ควรเก็บเสื้อผ้า หรือสิ่งที่สามารถเก็บสะสมความชื้นได้ไว้ในกระเป๋ากล้อง

อุปกรณ์สำหรับดูแลรักษากล้อง
1. ผ้าสำหรับเช็ด แนะนำให้ใช้ผ้าสำหรับเช็ดแว่นตา
2. ลูกยางเป่าลม
3. แปรง สำหรับปัดฝุ่น
4. กระดาษเช็ดเลนส์และน้ำยา
5. คัตต้อนบัด (Cotton bud)
6. อุปกรณ์ทำความสะอาด CCD แต่จริงๆ แล้วแนะนำให้ศูนย์บริการ หรือว่าร้านทำความสะอาดให้จะดีกว่า แต่ถ้าอยากทำเอง แนะนำ Dust Aid แต่ถ้ามันแพงเกินไปก็ลองศึกษาวิธีที่เสี่ยงกว่าแต่ประหยัดกว่ามาก

นิเทศศาสตร์ ( ประวัติของกล้อง )


มนุษย์ในสมัยที่ยังไม่มีการประดิษฐ์คิดค้นกล้องถ่ายภาพขึ้นมานั้น ใช้การวาดภาพในการบันทึกความทรงจำและสื่อความหมายต่างๆ แต่ต่อมาในศตวรรษที่ 19 นั้น มนุษย์ได้คิดค้นกระบวนการถ่ายภาพขึ้นจากพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ 2 สาขา คือ

1.) ฟิสิกส์ ได้แก่เรื่องของแสงและกล้องถ่ายภาพ

2.) เคมี ได้แก่เรื่องเกี่ยวกับสารไวแสงและน้ำยาสร้างภาพ

การถ่ายภาพเป็นการรวม 2 หลักการที่สำคัญเข้าด้วยกัน คือ การทำให้เกิดภาพจำลองของวัตถุ ไปปรากฏบนฉากรองรับ และการใช้สื่อกลางในการบันทึกภาพจำลองให้ปรากฏอยู่ได้อย่างคงทนถาวร

อริสโตเติล นักวิทยาศาสตร์ชาวกรีกเป็นผู้บันทึกหลักการแรกไว้เมื่อ 400 ปีก่อนคริสต์ศักราช ซึ่งมีใจความว่า.. "ถ้าเราปล่อยให้ลำแสงผ่านเข้าไปทางรูเล็กๆ ในห้องมืด ถือกระดาษขาวให้ห่างจากรูรับแสงประมาณ 15 ซม. จะปรากฏภาพหัวกลับที่ไม่ค่อยชัดเจนนักบนกระดาษ"

ต่อมาจึงได้ใช้หลักการนี้ในการประดิษฐ์ "กล้องออบคิวรา" ซึ่งเป็นภาษาละติน หมายถึง "ห้องมืด" หรือที่ชาวไทยเรียกกันว่า "กล้องรูเข็ม" นั่นเอง

วิชาถ่ายภาพตรงกับภาษาอังกฤษว่า "Photography" มาจากคำศัพท์ในภาษากรีก โดย "Phos = แสงสว่าง" และ "Graphein = เขียน" เมื่อนำมารวมกันจึงหมายถึง "เขียนด้วยแสงสว่าง แต่ในปัจจุบันนี้ หมายถึง วิชาที่ว่าด้วยการทำให้ภาพเกิดขึ้นโดยใช้แสงสว่างมากระทบกับวัสดุไวแสง และครอบคลุมไปถึงการถ่ายรูป การล้างฟิล์ม การอัดขยายภาพ และกระบวนการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกัน

กล่าวโดยสรุป วิชาการถ่ายรูปก็คือ "ความรู้ที่ว่าด้วยกระบวนแห่งการสร้างรูปโดยอาศัยแสงสว่างเข้าช่วย" นั่นเอง

สำหรับการถ่ายภาพในประเทศไทยนั้น ได้มีช่างถ่ายภาพคนแรกในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว คือ ท่านสังฆราชฝรั่งเศส นามปาเลอปัว ส่วนช่างถ่ายภาพชาวไทยคนแรก คือ พระยากระสาปน์กิจโกศล หรือ นายโหมด ต้นตระกูลอมาตยกุล ซึ่งมีชื่อเสียงในการถ่ายภาพเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป และช่างถ่ายภาพที่มีผลงานเก็บรักษาในหอสมุดแห่งชาติจำนวนมากจนถึงปัจจุบันนี้ คือ หลวงอัคนีนฤมิตร หรือ นายจิตร เป็นช่างหลวงในสมัยรัชการที่ 4 และ 5 ซึ่งมีผลงานภาพถ่ายบุคคลทุกชนชั้น และยังมีภาพถ่ายสถานที่ ตลอดจนภาพเหตุการณ์ต่างๆ อีกด้วย

นิเทศศาสตร์ ( ส่วนประกอบของกล้อง )


1. ตัวกล้อง (Camera body)
เป็นอุปกรณ์ที่จำเป็นในการถ่ายภาพ ตัวกล้องจะมีลักษณะเป็นกล่องภายในสีดำปิดมิดชิดเพื่อป้องกันแสงกระทบกับฟิล์ม ตัวกล้องอาจทำด้วยโลหะหรือพลาสติกแข็งซึ่งแต่ละบริษัทใช้ผลิตออกมาจำหน่าย ภายในตัวกล้องจะมีกลไกต่างๆ หรืออุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์ที่ทำงานร่วมกันในการบันทึกภาพ กล้องบางรุ่นอาจเป็นระบบกลไก บางรุ่นอาจเป็นระบบกึ่งอัตโนมัติ หรือบางรุ่นอาจเป็นระบบดิจิตอลเพื่ออำนวยความสะดวกในการถ่ายภาพ ภายในตัวกล้องจะมีส่วนประกอบที่สำคัญ ดังนี้
นับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันนี้ กล้องถ่ายภาพได้มีการพัฒนาอย่างไม่หยุดนิ่ง ได้มีการนำเอาระบบดิจิตอล (Digital) ที่มีความสะดวกรวดเร็วและมีความแม่นยำในการถ่ายภาพ ทำให้รูปแบบของกล้องถ่ายภาพได้เปลี่ยนไป จากการบันทึกภาพด้วยฟิล์มมาเป็นการบันทึกภาพด้วยระบบหน่วยความจำ (Memory)และสามารถแสดงผลได้ทั้งทางจอภาพคอมพิวเตอร์ (Monitor) และแสดงผลหรือพิมพ์ภาพผ่านเครื่องพิมพ์ (Printer)

2. เลนส์ (Lens)
เป็นอุปกรณ์ที่สำคัญในการถ่ายภาพ ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางที่ถ่ายทอดแสงสะท้อนภาพให้ผ่านเข้าไปในกล้อง รวมแสงให้เป็นภาพที่มีความคมชัด บันทึกลงแผ่นฟิล์ม เลนส์สำหรับกล้องถ่ายภาพ 35 มม. สะท้อนเลนส์เดี่ยวนั้น จะทำจากแก้วเลนส์จำนวนหลายชิ้น เลนส์แต่ละชิ้นเคลือบด้วยสารไวแสงเพื่อให้การรับภาพมีความคมชัด และภายในกระบอกเลนส์จะมีแผ่นไดอะแฟรม (Diaphragm) สำหรับเพิ่มหรือลดขนาดรูรับแสง เพื่อควบคุมปริมาณแสงเข้าไปในตัวกล้อง

2.1 ชนิดของเลนส์
นักประดิษฐ์เลนส์ถ่ายภาพพยายามพัฒนา และออกแบบเลนส์ให้เหมาะสมกับการใช้งานแต่ละประเภท โดยจำแนกประเภทของเลนส์ตามความยาวโฟกัส (Focal length) เลนส์ที่มีความยาวโฟกัสแตกต่างกันจะให้ผลในการถ่ายภาพแตกต่างกันออกไป โดยมีเลนส์ขนาดหนึ่งใช้เป็นเลนส์ประจำกล้องเพื่อถ่ายภาพธรรมดาทั่วไป ซึ่งมีองศาในการรับภาพใกล้เคียงกับสายตาของมนุษย์ในการมองทั่วไป และมีเลนส์ขนาดอื่นแตกต่างกันออกไป อีกทั้งชนิดที่มีองศารับภาพกว้างเหมาะสำหรับถ่ายภาพภูมิทัศน์ (Landscape) และเลนส์ที่มีทางยาวโฟกัสแคบแต่สามารถถ่ายภาพในระยะไกลได้ นอกจากนี้ยังมีเลนส์ชนิดพิเศษ สามารถอำนวยความสะดวกในการถ่ายภาพให้ได้ลักษณะตามต้องการ โดยจำแนกชนิดของเลนส์ ดังนี้

2.1.1.เลนส์มาตรฐาน (Normal lens หรือ Standard lens)
เป็นเลนส์ประจำกล้อง ซึ่งเมื่อซื้อกล้องถ่ายภาพจะมีเลนส์ชนิดนี้ติดมาด้วย เป็นเลนส์ที่ใช้ง่าย มีความยาวโฟกัสระหว่าง 40-58 มม. ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นขนาด 50 มม. (โดยวัดจากกึ่งกลางเลนส์ถึงฟิล์ม) เหมาะสำหรับผู้ที่เริ่มเรียนรู้ในเรื่องการถ่ายภาพ เป็นเลนส์ที่มีองศาในการรับภาพกว้างประมาณ 47 องศาซึ่งใกล้เคียงกับสายตาของมนุษย์

2.1.2.เลนส์มุมกว้าง (Wide-angle lens)
เป็นเลนส์ที่มีความยาวโฟกัสสั้นกว่าเลนส์มาตรฐาน และรับภาพได้มุมกว้างกว่า เหมาะสำหรับถ่ายภาพในสถานที่แคบหรือระยะห่างระหว่างกล้องถ่ายภาพกับวัตถุที่จะถ่ายอยู่ใกล้กันแต่ต้องการเก็บภาพเป็นบริเวณกว้าง ซึ่งเลนส์ชนิดอื่นเก็บภาพได้ไม่หมด เหมาะสำหรับถ่ายภาพภูมิทัศน์ (Land scape) หรือภาพในลักษณะอื่นๆ เลนส์ชนิดนี้มีความชัดลึกสูงมาก คือแสดงให้เห็นระ-ยะชัดตั้งแต่ใกล้สุดถึงไกลสุดได้ดี แต่ต้องระมัดระวังในเรื่องของสัดส่วนระยะ (Perspective) ต่างๆ จะเกิดการผิดเพี้ยน (Distortion) ถ้าความยาวโฟกัสยิ่งสั้นมากยิ่งผิดเพี้ยนมากขึ้น คือ ภาพจะมีความโค้งเป็นรัศมีวงกลมเลนส์มุมกว้าง แบ่งออกเป็น 3 ชนิด คือ

2.1.2.1 เลนส์มุมกว้างธรรมดา (Moderate Wide-angle lens) มีความยาวโฟกัสระหว่าง 28-35 มม. มีมุมองศาในการรับภาพระหว่าง 74-62 องศา

2.1.2.2 เลนส์มุมกว้างมาก (Ultra Wide-angle lens) มีความยาวโฟกัสอยู่ระหว่าง 13 -24 มม. มีมุมองศาในการรับภาพ 118-84 องศา


2.1.2.3 เลนส์มุมกว้างพิเศษหรือเลนส์ตาปลา (Fisheye lens) มีความยาวโฟกัสน้อยมาก คืออยู่ระหว่าง 6 - 16 มม. มีมุมองศาในการรับภาพ 180-360 องศา ภาพที่ได้จะมีลักษณะโค้งกลม นิยมใช้สำหรับการถ่ายภาพในลักษณะสร้างสรรค์ และแปลกตา

2.1.3. เลนส์ถ่ายภาพไกล (Telephoto lens)
เลนส์ชนิดนี้มีคุณสมบัติตรงข้ามกับเลนส์มุมกว้าง คือ มีความยาวโฟกัสยาวกว่าเลนส์มาตรฐานและเลนส์มุมกว้าง มีมุมรับภาพแคบเฉพาะส่วนหนึ่งเท่านั้น เมื่อรับภาพในระยะและตำแหน่งเดียวกัน จะทำให้ภาพที่บันทึกได้มีขนาดใหญ่กว่าการใช้เลนส์ธรรมดาและเลนส์มุมกว้าง
เลนส์ถ่ายภาพไกลมีขนาดความยาวโฟกัสแตกต่างกันหลายขนาด จาก 70 มม. ถึง 2,000 มม. มีมุมองศาการรับภาพตั้งแต่ 34-3 องศา เพื่อใช้ประโยชน์ต่างกัน ซึ่งพอจะแบ่งออกเป็นประเภทต่างๆ ตามความยาวโฟกัสได้ดังนี้

2.1.3.1 เลนส์ถ่ายภาพไกลช่วงสั้น (Short Telephoto lens) มีความยาวโฟกัสอยู่ระหว่าง 70-135 มม. มีมุมองศาในการรับภาพกว้างประมาณ 34-18 องศา เหมาะสำหรับการถ่ายภาพทั่วๆ ไป เช่น ภาพบุคคล ภาพภูมิทัศน์ ภาพถ่ายระยะใกล้ เป็นต้น

2.1.3.2 เลนส์ถ่ายภาพไกลปานกลาง (Medium Telephoto lens) มีขนาดความยาวโฟกัสอยู่ระหว่าง 150-300 มม. มุมองศาในการรับภาพจะแคบลงอยู่ระหว่าง 18-8 องศา เหมาะสำหรับการถ่ายภาพที่ไม่สามารถเข้าใกล้วัตถุที่จะถ่ายได้ เช่น สัตว์ในกรง วัตถุที่อยู่ที่สูงพอสมควร เป็นต้น

2.1.3.3 เลนส์ถ่ายภาพช่วงไกล (Long Telephoto lens) มีความยาวโฟกัสระหว่าง 400-600 มม. มุมองศาในการรับภาพจะแคบลงอยู่ระหว่าง 6-4 องศา เหมาะสำหรับการถ่ายภาพที่อยู่ไกล เช่น นกบนต้นไม้ การแข่งขันกีฬา เป็นต้น

2.1.3.4 เลนส์ถ่ายภาพไกลช่วงพิเศษ (Super Long Telephoto lens) มีความยาวโฟกัสระหว่าง 800-2,000 มม. มุมองศาในการรับภาพจะแคบลงอยู่ระหว่าง 3-1 องศาเท่านั้น สำหรับภาพที่ต้องการกำลังขยายมาก เช่น ภาพถ่ายทางดาราศาสตร์ ภาพถ่ายบนตึกสูง เป็นต้น เลนส์พวกนี้จะน้ำหนักมากเป็นพิเศษ ควรใช้ขาตั้งกล้องช่วยในการถ่ายภาพ

2.1.4. เลนส์ถ่ายภาพต่างระยะ (Zoom lens)
เลนส์ถ่ายภาพต่างระยะ (Zoom lens) หรือที่นิยมเรียกกันสั้นๆ ว่า เลนส์ซูม เลนส์ชนิดนี้เป็นที่นิยมอย่างมากเพราะใช้สะดวก มีเลนส์รวมกันอยู่หลายชนิดในตัวเดียว สามารถเปลี่ยนทางยาวโฟกัสได้ในตัวด้วยการเลื่อนกระ-บอกเลนส์ (สำหรับเลนส์แบบวงแหวนเดียว) หรือการหมุนวงแหวนปรับระยะ (สำหรับเลนส์แบบสองวงแหวน) ไม่ต้องคอยเปลี่ยนเลนส์บ่อยๆ เหมือนกับเลนส์ชนิดความยาวโฟกัสคงที่ แต่เนื่องจากเลนส์ชนิดนี้มีชิ้นเลนส์มาก จึงทำให้ความคมชัดลดลงเล็กน้อย จึงไม่เหมาะสำหรับภาพที่ต้องการขยายใหญ่มากๆ แต่ก็เป็นเลนส์ที่มีผู้นิยมใช้กันมากตามเหตุผลที่ได้กล่าวมา เลนส์ถ่ายภาพต่างระยะหรือเลนส์ซูมนี้มีหลายขนาดให้เลือกใช้ โดยแบ่งออกเป็นหลายประเภท คือ

2.1.4.1 เลนส์ซูมช่วงมุมกว้าง (Wide angle Zoom) มีช่วงขนาดความยาวโฟกัสสั้น รับภาพได้มุมกว้าง เช่นขนาด 20 -35 มม. 24-35 มม. 24-50 มม. เหมาะสำหรับการใช้งานในการถ่ายภาพมุมกว้าง

2.1.4.2 เลนส์ซูมช่วงสั้น (Short Zoom) เป็นเลนส์ที่มีความยาวโฟกัสตั้งแต่ขนาดสั้นถึงปานกลาง โดยจะมีเลนส์ขนาดมาตรฐานรวมอยู่ด้วย เป็นเลนส์ซูมที่มีผู้นิยมใช้มากที่สุด ราคาค่อนข้างถูกเมื่อเทียบกับเลนส์ซูมขนาดอื่นๆ กล้องถ่ายภาพของบางบริษัทจะใช้เลนส์ซูมประเภทนี้แทนเลนส์มาตรฐาน มีช่วงความยาวโฟกัสที่นิยมใช้ คือ ขนาด 35-70 มม. 35-105 มม. 35-135 มม. เป็นต้น

2.1.4.3 เลนส์ซูมช่วงไกล (Telephoto Zoom) เป็นเลนส์ซูมที่มีความยาวโฟกัสสูงกว่าเลนส์สองประเภทที่ได้กล่าวมา โดยมีขนาดที่นิยมใช้ คือ 80-200 มม. 100-300 มม. สำหรับใช้งานแทนเลนส์ถ่ายภาพระยะไกล เลนส์ประเภทนี้จะมีน้ำหนักมาก ผู้ใช้ต้องอาศัยทักษะและความชำนาญในการใช้ เพราะอาจทำให้กล้องสั่นไหวได้ง่าย

2.1.4.4 เลนส์ซูมช่วงไกลพิเศษ (Super Telephoto Zoom) เป็นเลนส์ซูมที่มีช่วงความยาวโฟกัสสูงมาก เหมาะสำหรับผู้ที่ถ่ายภาพเฉพาะด้าน เช่น ช่างภาพที่ถ่ายภาพกีฬาบางประเภท นักถ่ายภาพสารคดี หรือนักถ่ายภาพทางดาราศาสตร์ก็นิยมใช้เลนส์ประเภทนี้ เลนส์ซูมประเภทนี้มีขนาดช่วงความยาวโฟกัสที่นิยมใช้ คือ 80-400 มม. 400-800 มม. 360-1200 มม. เป็นต้น

นอกจากเลนส์ซูมทั้ง 4 ประเภทที่ได้กล่าวมาแล้ว บางบริษัทยังได้ผลิตเลนส์ซูมประเภทอื่นๆ อีก เช่น มาโครซูม (Macro Zoom) สำหรับถ่ายภาพระยะใกล้ หรือเลนส์ซูมที่เป็นเลนส์รวมตั้งแต่เลนส์มุมกว้างถึงเลนส์ถ่ยภาพระยะไกลปานกลาง เช่น ขนาดความยาวโฟกัส 28-20 มม. 35-200 มม. ดังนั้น การเลือกใช้เลนส์ชนิดนี้จึงควรคำนึงถึงความจำเป็นในการใช้งาน และสะดวกเป็นสำคัญ เพราะเลนส์ที่มีช่วงความยาวโฟกัสห่างกันมากเท่าใด ก็จะมีน้ำหนักมากขึ้น และราคาก็จะสูงขึ้นไปด้วย

2.1.5 เลนส์ภาพถ่ายใกล้ (Macro lens)
เลนส์ถ่ายภาพใกล้หรือที่เรียกว่ามาโครเลนส์ เป็นเลนส์ชนิดที่สามารถถ่ายภาพในระยะใกล้ๆ ได้มากเป็นพิเศษ ให้อัตราขยายของภาพได้ดีกว่าเลนส์ชนิดอื่นๆ เหมาะสำหรับถ่ายภาพวัตถุที่มีขนาดเล็ก เช่น แมลง ดอกไม้ เครื่องประดับ หรือวัตถุอื่นๆ ที่ต้องการความคมชัดและให้เห็นรายละเอียดมาก ซึ่งเลนส์ชนิดอื่นทำไม่ได้ และยังสามารถใช้ถ่ายภาพทั่วๆ ไปได้เช่นเดียวกับเลนส์ชนิดอื่นๆ ที่มีขนาดความยาวโฟกัสเท่ากัน
เลนส์มาโครมีขนาดความยาวโฟกัสหลายขนาด ที่ใช้ทั่วไปมีตั้งแต่ 50 มม. 55 มม. 85 มม. 105 มม. โดยมีอัตราขยายของภาพมีอัตราส่วน คือ 1:2 (ขนาดภาพที่ปรากฏบนฟิล์มจะมีขนาดครึ่งเท่าของวัตถุ) หรือ 1:1 (ขนาดภาพที่ปรากฏบนฟิล์มจะมีขนาดกันกับวัตถุ)

จากเลนส์ทั้ง 5 ชนิดที่ได้กล่าวมา เป็นเลนส์ที่นิยมใช้กันทั่วไป อีกทั้งยังได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตเลนส์ให้มีความทันสมัย และมีความสะดวกขึ้น เช่น มีการปรับระยะชัดแบบอัตโนมัติ (Auto focus) การปรับเพิ่ม-ลดรูรับแสงอัตโนมัติ การนำเอาระบบสะท้อนด้วยกระจกมาใช้เพื่อลดความยาวของเลนส์ถ่ายภาพระยะไกลที่มีความยาวโฟกัสสูงๆ ให้มีขนาดสั้นลง หรือเลนส์มุมกว้างที่มีการแก้ระนาบภาพเอียง

วันอังคารที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2552

นิเทศศาสตร์ ( ความสำคัญของภาพถ่าย )


ความสำคัญของภาพถ่าย
เพราะภาพถ่ายเป็นภาษาสากลประกอบกับปัจจุบันเทคโนโลยีด้านการถ่ายภาพได้
พัฒนาก้าวไกลไปมาก การถ่ายภาพจึงไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป ภาพถ่ายจึงเข้ามามีบทบาทอย่าง
สำคัญในชีวิตประจำวันของมนุษย์ นับแต่ตื่นนอนจนเข้านอนอีกครั้ง ทั้งยังมีอิทธิพลต่อการดำรง
ชีวิต ต่อแนวคิด สร้างประชามติให้เกิดขึ้นในสังคม เฉพาะอย่างยิ่งการเป็นตัวชี้นำให้คนมีความเห็น
ไปในทิศทางเดียวกันกับเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้น ซึ่งเมื่อผู้พบเห็นแล้ว เกิดความรู้สึกหรือ
อารมณ์ร่วมได้ การถ่ายภาพจึงมีประโยชน์อย่างมหาศาลกับสังคมโลกปัจจุบัน ซึ่งอาจจะสรุปอย่าง
กว้าง ๆ ได้ดังนี้
1. เป็นสื่อในการให้ข้อมูลตามความเป็นจริง ตามความหมายนี้หมายถึงเฉพาะการ
ใช้ภาพถ่ายในการสื่อความหมายเพื่อบอกหรืออธิบายเรื่องราวหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยเป็นไป ตาม
ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ณ ขณะนั้น อาจเป็นภาพในหน้าหนังสือพิมพ์ วารสาร ที่เสนอข่าว หรือเหตุการณ์
เพื่อให้ผู้ดูได้เข้าใจ รวมไปถึงภาพในการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ ภาพวัสดุอุปกรณ์ กลไกต่าง ๆ ที่
ต้องการสื่อให้เห็นรูปร่าง ลักษณะที่ถูกต้อง หรือแม้แต่ภาพที่ใช้ในวงการศึกษา ที่มีจุดมุ่งหมายใหญ่เพื่อ
ให้ผู้ดูรู้และเข้าใจเพิ่มมากขึ้นกว่าการอ่าน เช่น ภาพขั้นตอนการทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งที่สลับซับซ้อน
ภาพถ่าย X-ray ที่ใช้ในวงการแพทย์ หรือภาพถ่ายที่ใช้การตัดสินเกมกีฬาที่ไม่สามารถตัดสินผลได้ด้วย
ตาเปล่า อาจเนื่องจากเข้าเส้นชัยพร้อมกันหรือสูสีกันมาก
2. เป็นการบันทึกข้อมูลเรื่องราว เพื่อเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์เป็นการถ่ายทอด
ข้อมูล ซึ่งบางครั้งอาจจัดเก็บในลักษณะของไมโครฟิล์ม ภาพถ่ายในลักษณะนี้มีความสำคัญต่อการ
สืบทอดประเพณีและวัฒนธรรม และการดำรงชีวิตของคนในสังคมและเป็นประโยชน์ต่อการสืบค้นเรื่องราว
ต่างๆ ในวงการศึกษา เช่นภาพวัด ปราสาท ราชวัง สถานที่ บุคคลสำคัญ เหตุการณ์สำคัญ หนังสือต่างๆ
เรามักพบเห็นภาพถ่ายในลักษณะนี้จากนิทรรศการภาพถ่ายทางประวัติศาสตร์
3. เป็นการสื่อความหมายในแง่ของความบันเทิง ภาพถ่ายประเภทนี้เป็นภาพที่แสดง
ความสวยงาม เช่นภาพดอกไม้ วิวทิวทัศน์ สถานที่ ภาพบันทึกการท่องเที่ยว ภาพถ่ายครอบครัว เรื่องราว
ที่สนุกสนานพึงพอใจ ปัจจุบันมีการใช้ภาพเป็นสื่อเพื่อความบันเทิงหลากหลายรูปแบบ ทั้งวารสาร นิตยสาร
หนังสือพิมพ์ โปสเตอร์เชิญชวน สื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ แม้กระทั่งการพิมพ์ภาพถ่ายลงในบรรจุภัณฑ์
ต่าง ๆ รวมไปถึง วิดิโอ ที่ดูจากโทรทัศน์เป็นประจำและภาพยนต์ทั่วไปล้วนแต่เป็นรูปแบบของการใช้ภาพ
ในการสื่อความหมายโดยเฉพาะในแง่ของความบันเทิง
4. เป็นการสื่อให้เห็นถึงความรู้สึกนึกคิดของบุคคล ภาพถ่ายในลักษณะนี้เป็นภาพศิลป์
ที่มีคุณค่า ซึ่งช่างภาพผู้ถ่ายพยายามที่จะถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดของตนเองให้ผู้ดูภาพเกิดอารมณ์และ
ความรู้สึกคล้อยตามที่ช่างภาพต้องการ ผู้ถ่ายภาพจะพยายามหลีกเลี่ยงการถ่ายภาพในลักษณะการให้
ข้อมูลจริง หากมุมมองภาพที่เป็นจริงดูไม่สวยงามไม่สื่อความรู้สึกทางอารมณ์ที่ต้องการ ช่างภาพจะ
พยายามเลือกมุมอื่น หรือรอจังหวะเวลาให้ได้ภาพที่ต้องการ การถ่ายภาพประเภทนี้ ผู้ถ่ายจะต้องเป็น
ผู้ที่มีความสามารถ มีประสบการณ์ และมีความพยายามอย่างมาก
5. เป็นการสื่อแห่งการค้นคว้าวิจัย เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของมนุษย์ จากเทคโนโลยี
ด้านการถ่ายภาพที่พัฒนาขึ้นมาก ทำให้ภาพถ่ายได้เข้ามามีบทบาทอย่างสำคัญในการค้นคว้าวิจัยในทาง
วิทยาศาสตร์ ภาพพืชและสัตว์เล็ก ๆ ที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น ภาพชิ้นส่วนในเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีขนาด
เล็กมากๆ ปัจจุบันสามารถขยายให้ใหญ่ขึ้นได้หลายพันเท่าเพื่อให้มนุษย์ได้ศึกษาค้นคว้าหาต้นเหตุ ความ
เป็นมาของการเกิดโรคต่างๆ การบำบัดรักษา ช่วยให้มนุษย์มีอายุยืนยาวขึ้น รวมไปถึงเทคโนโลยีกลไก
คอมพิวเตอร์ต่าง ๆ มีความสะดวกต่อการนำไปใช้มากขึ้น

นิเทศศาสตร์ ( กล้อง )


นิคอนรุกตลาด กล้อง DSLR อีกครัง ด้วยการเปิดตัวกล้องรุ่น D80 ที่พัฒนาต่อเนื่องมาจากรุ่น D70s ออกแบบสำหรับผู้ใช้ทั่วไป ตั้งแต่นักถ่ายภาพสมัครเล่นที่จริงจังไปจนถึงระดับกึ่งมืออาชีพ โดยเพิ่มขีดความสามารถให้สูงมากยิ่งขึ้นหลายอย่าง มีจุดเด่นสำคัญอยู่ที่ เซ็นเซอร์ CCD ใหม่ ความละเอียด 10.2 ล้านพิกเซล ตัวเดียวกับที่ใช้ใน D200 และโซนี่ Alpha 100 และยังคงผลิตที่โรงงานนิคอนในจังหวัดอยุธยาเหมือนเดิม ก่อนที่จะส่งไปจำหน่ายทั่วโลก โดยมีตัวอักษรกำกับว่า Made in Thailand ชัดเจน และต่อไปนี้คือคุณสมบัติเด่นที่น่าสนใจของ D80 ครับ


1. เซ็นเซอร์ภาพใหม่แบบ CCD ความละเอียด 10.2 ล้านพิกเซลในฟอร์แมต DX ขนาด APS-C เลนส์ที่นำมาใช้จึงต้องคูณความยาวโฟกัสเพิ่ม 1.5 เท่า ขนาดไฟล์บันทึกได้ใหญ่สุดคือ 3872x2592 พิกเซล และยังปรับเลือกขนาดภาพที่ต้องการได้อีกหลายระดับ แสดงสีได้ 12 บิต/สี ให้ภาพที่คมชัด สีสันสวยงาม และเก็บรายละเอียดภาพได้ครบถ้วนสมจริง


2. หน่วยประมวลผลใหม่ความเร็วสูง ทำให้การบันทึกภาพ และระบบการทำงานเป็นไปอย่างรวดเร็ว ไม่แพ้กล้องรุ่นโปร


3. ถ่ายภาพต่อเนื่องได้เร็ว 3 เฟรม/วินาที ต่อเนื่องสูงสุด 100 ภาพที่ไฟล์ JPEG Fine M หรือเล็กกว่า หากเลือกเป็นไฟล์ RAW จะถ่ายภาพต่อเนื่องได้ 6 ภาพ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการถ่ายภาพสิ่งเครื่องไหวต่างๆ ที่มีความเร็วชัตเตอร์ 1/4000-30 วินาที เพียงพอกับการใช้งานทุกรูปแบบ หรือจะใช้ชัตเตอร์ B และระบบถ่ายภาพซ้อนก็ได้ เมื่อใช้แฟลชจะสัมพันธ์กับแฟลชที่ความเร็วชัตเตอร์สูงสุด 1/200 วินาที


4. ระบบวัดแสงเป็นแบบ 3D Color Matrix Metering II ลิขสิทธ์เฉพาะนิคอน วัดแสงได้เที่ยงตรงในทุกสภาพแสง มีระบบวัดแสง สัมพันธ์กับจุดโฟกัสทั้ง 11 จุดเช่นเดียวกับ D2Xs และ D200 ด้วยเซ็นเซอร์แบบกรอบกว้าง 420 พิกเซล กล้องจะวัดแสงแล้ววิเคราะห์เปรียบเทียบกับตัวอย่างในฐานข้อมูลมากกว่า 30,000 ตัวอย่าง ทั้งนี้จะประมวลผลจากค่าความสว่าง สี คอนทราสต์ จุดที่เลือกโฟกัส และระยะห่างระหว่างกล้องกับวัถุ และยังใช้ระบบวัดแสงแบบเฉลี่ยหนักกลางหรือแบบเฉพาะจุด สำหรับผู้ที่มีประสบการณ์มาบ้างแล้ว พร้อมด้วยระบบถ่ายภาพคร่อมอัตโนมัติ และปรับชดเชยแสงได้


5. ระบบออโต้โฟกัสใหม่แบบ 11 จุด กระจายตำแหน่งทั่วทั้งภาพ ด้วยเซ็นเซอร์ MULTI-CAM 1000 แบบเดียวกับที่ใช้ในรุ่น D200 โฟกัสได้รวดเร็ว และติดตามการเคลื่อนที่ของวัตถุได้อย่างแม่นยำ เลือกเฉพาะจุดโฟกัสที่ต้องการหรือจะเลือกโฟกัสแบบกลุ่ม สำหรับการถ่ายภาพสิ่งเคลื่อนไหวก็ได้ มีระบบโฟกัสแบบทีละภาพ ต่อเนื่อง และออโต้เลือกระบบโฟกัสเอง รวมทั้งระบบแมนนวลโฟกัส พร้อมโหมด Auto-area AF ปรับเลือกพื้นที่โฟกัสแบบแนวกว้างได้


6. ความไวแสงปรับได้จาก ISO 100-1600 แบ่งละเอียดขั้นละ 1/3 EV หรือบูสท์ให้สูงขึ้นไปอีกเลือกได้ 3 ระดับ คือ Hi-0.3, Hi-0.7 และ Hi-1.0 หรือจะให้กล้องเลือกความไวแสงให้โดยอัตโนมัติก็ได้ เพื่อความสะดวกคล่องตัวในการใช้งานทุกสภาพแสง


7. ปรับเลือกไวท์บาลานซ์ได้หลายรูปแบบ ตั้งแต่การใช้งานแบบง่ายๆ ออโต้ไวท์บาลานซ์-AWB ให้สีที่ถูกต้องตามธรรมชาติ หรือเลือกปรับตั้งเองให้เหมาะสมกับสภาพแสงได้ 6 แบบคือ แสงไฟทังสเตน, ฟลูออเรสเซนท์, แสงอาทิตย์, แฟลช, มีเมฆ, และในที่ร่ม พร้อมระบบถ่ายทอดคร่อมไวท์บาลานซ์อัตโนมัติสำหรับโหมดสี..มีให้เลือกใช้งาน ได้สามแบบตามความเหมาะสม คือ Mode la ให้สีแบบ sRGB ถ่ายทอดสีผิวได้ถูกต้องสมจริง, Mode II สีแบบ Adobe RGB ให้เฉดสีที่กว้างกว่า เหมาะสำหรับการใช้งานกับคอมพิวเตอร์หรืองานตกแต่งภาพ สุดท้ายคือ Mode IIIa สีแบบ sRGB ให้สีทิวทัศน์ที่สดใสกว่าปกติ


8. ระบบบันทึกภาพ P A S M พร้อมโปรแกรมสำเร็จรูปเลือกได้ 7 แบบ (Auto, Portrait, Landscape, Close up, Sports, Nighandscape และ Night Protrait ) กล้องทำการปรับไวท์บาลานซ์ โทนภาพ ความคมชัด สี และค่าความอิ่มตัวของสีที่เหมาะสมให้อัตโนมัติ ตามรูปแบบของแต่ละโปรแกรม


9. ตอบสนองการทำงานอย่างรวดเร็ว พร้อมใช้งานแทบจะทันทีหลังเปิดสวิทช์ ด้วยเวลาเพียง 0.18 วินาที และช่วงเวลา Time Lag สั้นเพียง 80 มิลลิวินาที


10. จอ LCD ใหม่มีขนาดใหญ่ขึ้นเป็น 2.5 นิ้ว เช่นเดียวกับกล้อง DSLR รุ่นใหม่ทั้งหลายในปัจจุบัน โดยมีมุมมองที่กว้างเป็น 170 องศา มองเห็นภาพชัดเจนจากทางด้านข้างทั้งสี่ด้าน ซูมขยายภาพในโหมด Playblack ได้สูงสุด 25 เท่า (ภาพขนาด L) พร้อมแสดงกราฟฮิสโตแกรมแบบ RGB รวม หรือจะแยกดูแต่ละสีก็ได้เพื่อตรวจสอบโทนภาพที่ได้ การออกแบบเมนูมีการปรับปรุงใหม่เช่นกัน ใช้ตัวอักษรและไอคอนที่มีขนาดใหญ่ และมองเห็นได้ชัดเจนมากขึ้น พร้อมฟังก์ชั่น My Menu ที่ผู้ใช้เลือกแสดงเฉพาะหัวข้อเมนูที่ต้องการได้ไม่จำเป็นต้องแสดงทั้งหมด ทำให้การค้นหาและเรียกใช้งานรวดเร็วมากขึ้น


11. ช่องมองภาพแบบเพนทาปริซึม มีความสว่างสูงอัตราขยาย 0.94 เท่า ซึ่งไม่มีในกล้อง DSLR ส่วนใหญ่ และปรับแก้สายตาได้ -2 ถึง +1
ไดออฟเตอร์


12. ระบบเฟลช i-TTL flash control รองรับระบบแฟลช Nikon Creative Lighting System เต็มรูปแบบ มีแฟลชป๊อปอัพในตัว สามารถใช้แฟลชไร้สายโดยทำงานร่วมกับแฟลชรุ่น SB-600, SB-800 และ SB-R200 (แฟลชสำหรับถ่ายภาพมาโครโดยเฉพาะ)


13. มีระบบการทำงานครบครัน เช่นเดียวกับ DSLR รุ่นอื่นๆของนิคอน สามารถเลือกปรับแต่งภาพได้ตามใจชอบ ไม่ว่าจะเป็นการปรับความอิ่มตัวของสีคอนทราสต์ หรือจะเลือกถ่ายภาพแบบขาวดำก็ได้ มีฟิลเตอร์ขาวดำให้เลือกใช้เพื่อผลพิเศษ 4 แบบ รวมทั้งมีฟังก์ชั่นพิเศษสำหรับปรังแต่งแก้ใขรีทัชภาพ อาทิ D-Lighting ปรับบาลานซ์ส่วนมืดและส่วนสว่างในภาพได้จากที่ตัวกล้อง, Red-eye correction, Trim, Image, Overlay, Monochrome settings (Black-and-white, Sepia, Cyanotype) และ Filter Effects (Skylight, Warm filter, Color balance)


14. สามารถถ่ายภาพซ้อนได้ เพื่อสร้างสรรค์ภาพิเศษได้แบบเดียวกับที่ใช้ในกล้องฟีล์ม


15. รองรับการใช้งานกับซอฟท์แวร์ใหม่ Nikon Capture NX (ซื้อเพิ่มต่างหาก) สำหรับประมวลผลภาพและปรับแต่งภาพ รองรับไฟล์ NEF หรือไฟล์ RAW ของนิคอนเต็มรูปแบบ ปรับแต่งภาพได้หลากหลายตามที่ต้องการ และด้วยเทคโนโลยีใหม่ U Point ช่วยให้ปรับแต่งภาพได้อย่างง่ายดาย เพียงเลือกจุดที่ต้องการในภาพ แล้วเลือกผลพิเศษที่ต้องการ เช่น ปรับแต่งความสว่าง คอนทราสต์ และความอิ่มตัวของสี โดยมีผลเฉพาะบริเวณที่เลือกเอาไว้เท่านี้น ทั้งนี้รอบรับการทำงานจากไฟล์ NEF, JPEG, TIFF หรือไฟล์จากกล้องดิจิตอลอื่นๆ และยังมีซอฟต์แวร์ Carmera Control Pro (ซื้อเพิ่ม) สำหรับควบคุมการถ่ายภาพจากจอคอมพิวเตอร์ โดยส่งภาพไปยังคอมพิวเตอร์โดยตรงในระหว่างบันทึกภาพ สำหรับซอฟท์แวร์ที่ให้มาพร้อมกล้องคือ ure Project ช่วยให้การจัดการภาพเป็นเรื่องง่าย รวมไปถึงการตกแต่งภาพและแชร์ภาพก็ทำได้อย่างง่ายดาย รวมทั้งการส่งภาพทางอีเมล์ แสดงภาพแบบสไลด์โชว์ บันทึกลงแผ่น CD/DVD และฟังก์ชั่นที่น่าสนใจอีกมากมาย


16. ใช้เลนส์เมาท์ Nikon AF รองรับเลนส์ AF Nikkor ทุกรุ่น รวมทั้งเลนส์ DX NIkkor ซึ่งออกแบบมาสำหรับกล้อง DSLR ฟอร์แมต DX โดยเฉพาะให้ภาพที่มีคุณภาพสูง


17. อินเตอร์เฟสความเร็วสูง USB 2.0 Hi Speed จัดเก็บภาพด้วยการ์ด SD การกินพลังงานต่ำ ใช้แบตเตอรี่ EN-EL3e เมื่อชาร์จไฟเต็ม สามารถถ่ายภาพได้มากถึง 2700 ภาพ


18. ตัวกล้องมีขนาดเล็กกะทัดรัดกว่าเมื่อเทียบกับ D200 โดยมีขนาด132x103x77 มม. และหนัก 585 กรัม หากต้องการเพิ่มประสิทธิภาพให้สูงขึ้น สามารถซื้อแบตเตอรี่แพ็ครุ่น MB-D80 ซึ่งไม่มีในรุ่น D70/D70s ทำให้ถ่ายภาพในแนวตั้งสะดวกมากยิ่งขึ้น


ความคิดเห็น : แม้ ว่าจะเป็นกล้อง DSLR ระดับกลางสำหรับผู้ใช้ทั่วๆไป แต่สเปคใกล้เคียงกับรุ่น D200 มาก การออกแบบก็ทำได้สวยงามน่าใช้ ตัวกล้องเล็กกะทัดรัด น้ำหนักเบา สะดวกในการนำไปใช้งานตามที่ต่างๆ และเมื่อประกอบเข้ากับแบตเตอรี่แพ็ค MB-D80 เพิ่มความสวยงามดุดันเหมือนกล้องระดับมืออาชีพ เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับคนที่งบไม่พอสำหรับ D200 จุดเด่นอีกอย่างคือช่องมองภาพขนาดใหญ่ อัตราขยาย 0.94x ทำให้ช่องมองมีความสว่างสูง มองดูภาพได้สบายตา และที่เหนืออื่นใดคือการใช้เซ็นเซอร์แบบ CCD ความละเอียดสูง 10.2 ล้านพิกเซล เหมาะอย่างยิ่งกับงานขยายภาพขนาดใหญ่คุณภาพสูง


ความเร็วในการถ่ายภาพต่อเนื่อง 3 เฟรม/วินาที เป็นเรื่องปกติของกล้องราคาระดับนี้ แต่ที่น่าสนใจคือบัฟเฟอร์สำหรับการถ่ายภาพต่อเนื่องทำได้ถึง 100 ภาพ เมื่อเลือกไฟล์ JPEG ขนาด M ทำให้การถ่ายภาพสิ่งเคลื่อนไหว เช่น ภาพกีฬา ภาพข่าว หรือภาพ สัตว์ป่า มีโอกาสได้ภาพที่ดีมากยิ่งขึ้น ไม่พลาดเสี้ยววินาทีสำคัญ และระบบออโต้โฟกัสใหม่ที่ทำงานด้วยความเร็วสูง มีจุดโฟกัสถึง 11 จุดแบบเดียวกับ D200 ทำงานได้ดีในสภาพแสงน้อย ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของกล้องเกือบทุกรุ่นของนิคอน


แป้นหมุนเลือกโหมดและปุ่มปรับต่างๆ ยังออกแบบคล้ายกับกล้องรุ่นอื่นของนิคอน ปรับใช้งานสะดวกและรวดเร็ว หากเคยใช้กล้องนิคอนมาก่อนจะทำความเข้าใจได้ง่ายและใช้งานได้ทันที ไม่ต้องเสียเวลาศึกษาวิธีการใช้งานมากมาย สำหรับจอ LCD ใหม่ขนาด 2.5 นิ้ว ความละเอียด 230,000 พิกเซล ถือเป็นมารฐานของกล้อง DSLR รุ่นใหม่ทุกรุ่นในปัจจุบัน ข้อดีอีกอย่างคือแบตเตอรี่ใหม่ใช้งานได้ยาวนานกว่าเดิม คือถ่ายภาพได้มากกว่า 2,000 ภาพต่อการชาร์จแบตเตอรี่เต็มหนึ่งครั้ง หากใช้แบตเตอรี่แพ็ค MB-D80 แล้วใส่แบตเตอรี่ EN-EL3e สองก้อน จะถ่ายภาพได้มากกว่า 5,000 ภาพ หมดกังวลเรื่องแบตเตอรี่หมดแล้วหาที่ชาร์จไม่ได้


สุดท้ายคือเรื่องราคา สำหรับในอเมริการาคาเฉพาะบอดีไม่ถึงสี่หมื่นบาท ถือว่าเป็นราคาที่น่าใจมากเมื่อเทียบกับสเปคขนาดนี้ คาดว่าจะเป็นกล้องที่ได้รับความนิยมอย่างมากอีกรุ่นหนึ่งในช่วงปลายปีนี้ โดยที่มีคู่เปรียบเทียบก็คือ โซนี่ Alpha 100 และแคนนอน EOS 400D ที่มีราคาจำหน่ายใกล้เคียงกัน และยังมีความละเอียดระดับ 10 ล้านพิกเซลเหมือนกัน

วันพฤหัสบดีที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2552

Profile


Hi !!

I'm Warisarapa Pamonbuth . Nickname NeaY .

I'm 18 years old .

My birth day is Wednesday 18 July 1990 .

This is my Blog .

My daring name is NaMkunG's , I love she so much 55